หนุ่มกำลังนั่งกินสเต็กแซ่บๆอยู่ดีๆ จู่ๆเจอลุงหิวโซเดินขอเงินซื้อข้าวประทังชีวิต ก่อนเรียกมากินด้วย เจอตอบกลับประโยคเดียวน้ำตาไหลทันที!??



โลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวประทับใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ "Supachai Subprasert" ได้มีการเผยแพร่ข้อความและรูปภาพ ซึ่งเขาได้เล่าว่ากำลังรับประทานสเต็กอยู่ แต่ปรากฎเห็นคุณลุงคนหนึ่งเดินมายกมือไหว้ขอเงินโต๊ะข้างๆ ก่อนที่คุณลุงคนดังกล่าวจะมาไหว้ขอเงินผู้โพสต์พร้อมกับบอกว่าขอเงินกินก๋วยเตี๋ยวซักถ้วย แต่ผู้โพสต์บอกว่าถ้าคุณลุงจะกินอะไร ผมจะเลี้ยงเอง แต่ถ้าขอเงินผมไม่ให้นะ แต่คุณลุงคนดังกล่าวพูดมาประโยคหนึ่งว่า "ผมไม่คู่ควรหรอกครับอาหารแบบนี้" ทำเอาผู้โพสต์กับอึ้งพูดไม่ออกทันที โดยข้อความของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ "Supachai Subprasert" มีใจความดังนี้


"เราไม่เคยให้เงินขอทาน
หลังเลิกงานอยากกินสเต็ก เลยแวะไปร้านในซอยหอ พอนั่งปุ้ปก็เห็นลุงคนนี้ ยืนยกมือไหว้ขอเงินโต๊ะข้างๆ ตอนแรกเรามองก็ไม่อะไร ซักพักแกเดินมาโต๊ะเรามาขอเงินกินก๋วยเตี๋ยวซักถ้วย เราก็บอกพี่อยากกินอะไร ถ้าหิวมานั่งกินกับผมเลย เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง แต่ถ้าจะขอเงินผมไม่ให้นะ เค้าพูดมาประโยคหนึ่งว่า " ผมไม่คู่ควรหรอกครับอาหารแบบนี้ " เจ็บจี๊ดด อาหารแม่งมีความเหมาะหรือไม่เหมาะด้วยหรอวะ ใครแม่งเป็นคนกำหนด เราเลยบอกไม่มีอะไรไม่คู่ควรหรอก มาพี่มานั่งกับผม แล้วเลือกเลยจะกินอะไร พอสั่งปุ้ปก็นั่งคุยกันซักพักได้ความว่า เป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด พ่อแม่เสียหมดแล้วแฟนก็เลิกลากันไป เข้ามาทำงานที่กรุงเทพแต่ก็ตกงาน มาเป็นเด็กวัดได้ 8 เดือน พอข้าวมาปุ้ปแกก็กินเร็วมากอาจจะเป็นเพราะหิวมาก แล้วก็นั่งคุยกันไป เราได้แลกเปลี่ยนการพูดคุยกับคนที่เราไม่รู้จัก เราได้รับรู้ถึงมุมมองของเค้า หลังจากกินอิ่มพี่แกก็ยกมือไหว้ใหญ่ เราบอกไม่ต้องไหว้ ซักพักพี่แกก็ขอตัวไปเก็บของเก่าต่อ เราก็เรียกเก็บเงิน พี่ที่ร้านบอกว่าผมคิดแค่ที่พี่กินนะ เราก็บอกไม่ได้ของซื้อของขาย พี่ที่ร้าน urban street เค้าก้ยืนยันว่าจะไม่เก็บเงิน พี่ใจดีมากๆครับผมนับถือใจเลย พอขากลับเราก็ได้แต่คิดว่า จริงๆเงินแค่ไม่กี่บาท ที่เราพอหาได้ การเลี้ยงข้าวใครซักคนมันไม่น่าจะอะไรมากมั้ง เรารู้ว่าการหิวแล้วไม่มีเงินมันเป็นยังไง วันนี้เราให้เค้ากินเค้าได้อิ่มท้องเราก็สบายใจ แค่นั้น เราไม่รู้ว่าที่พี่แกพูดมาเป็นจริงไหม เรารู้แค่ว่าการมองคนอื่นกินแต่ตัวเองไม่ได้กิน "ทรมาน"


นับถือน้ำใจมากๆ








ขอบคุณ "Supachai Subprasert"

Powered by Blogger.