ชื่นชมสุดหัวใจ!!!! "ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก" เปิดใจในบทบาททูต UNHCR พร้อมภาพสุดประทับใจลงพื้นที่เยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยซีเรีย แล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่า "นางฟ้า" ได้ยังไง!!? (ชมภาพ+รายละเอียด)


ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก นักแสดงสาวชาวไทยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNCR) คนแรกของเมืองไทยและคนแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือหนึ่งข่าวใหญ่ ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สังคมไทยได้รับในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
หลายคนสงสัยว่า ตำแหน่งทูตสันถวไมตรี UNHCR มีเกณฑ์การคัดเลือกแต่งตั้งอย่างไร คำตอบคือ หนึ่ง-เป็นคนมีชื่อเสียงในทางที่ดี ได้รับการยอมรับจากสังคม และเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สอง-พร้อมทำงานกับ UNHCR และต้องผ่านการทำงานร่วมกันมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี สาม-ต้องเคยไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งปู ไปรยามีครบทุกข้อ


ปู ไปรยา ทำงานกับ UNHCR มาแล้ว 3 ปี เป็นงานอาสามาสมัครที่ทำโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ยิ่งกว่านั้นเธอบริจาคเงินให้ UNHCR ต่อเนื่องทุกเดือนนับตั้งแต่ที่รู้จักและเข้าร่วมงานกับองค์กรนี้ 

จากนางเอกในวงการบันเทิงใต้แสงไฟแห่งมายา ในขณะที่เส้นทางอาชีพกำลังรุ่งโรจน์ ได้เซ็นสัญญาทำงานกับเอเจนซี่ในสหรัฐอเมริกา สาววัย 28 ปีคนนี้มาถึงจุดที่แบ่งเวลาอันเป็นเงินเป็นทองไปทำงานสาธารณะ และคิดว่า "จะอุทิศชีวิตทำงานสิทธิมนุษยชนเพื่อเพื่อนมนุษย์" ได้อย่างไร 

ปู ไปรยาเล่าจุดเริ่มต้นว่า "จริง ๆ ปูทำงานให้หลายองค์กรมาก่อน นอกจาก UNHCR ปูทำงานให้ Operation Smile วัดพระบาทน้ำพุ และ อัลฟ่า (ALFA) ทุกองค์กรปูสมัครเข้าไปเองหมดเลย สำหรับ UNHCR เริ่มจากปูเห็นข่าวผู้ลี้ภัยในซีเรีย ถ้าเห็นภาพตอนนั้น… เด็กที่หนีจากประเทศตัวเอง ภาพเด็กอยู่บนเรือ เป็นภาพที่สะเทือนใจมาก ตอนนั้นน่าจะประมาณเที่ยงคืนกว่า ปูก็เขียนอีเมลเข้าไปหา UNHCR แนะนำตัว สวัสดีค่ะ ชื่อไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทำงานอยู่ช่อง 7 เป็นนักแสดง อ่านข่าวเกี่ยวกับซีเรียและโรฮิงญาจาแล้วรู้สึกเศร้า อยากจะมีส่วนร่วม อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คนเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น

ตอนนั้นปูเข้าใจว่าการทำงานมนุษยธรรมหรืองานอาสาสมัครเป็นการให้ผ้าห่ม มอบข้าว แค่นั้นก็จบ แต่จริง ๆ แล้วการทำงานมนุษยธรรมมันเกินกว่านั้น เพราะชีวิตคนคนหนึ่งนานมาก ปัญหาซับซ้อนและกว้างใหญ่กว่านั้น สิ่งที่ปูเรียนรู้มีหลายปัญหา อย่างเช่น บางคนไม่มีตัวตน ไม่มีสัญชาติ บางคนไม่สามารถกลับบ้านได้ บางคนไม่ได้รับการศึกษาชั่วชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้เลือกนะ เด็กทุกคนที่ปูเจอในค่าย ถ้าถามคำถามว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดคืออะไร ทุกคนตอบว่าการศึกษาหมดเลย พอเราเข้าใจว่าปัญหามันกว้างและซับซ้อน และเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศด้วย ปูก็รู้สึกว่าการทำงานมนุษยธรรม นอกจากท้าทายแล้วมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก"


เมื่อแสดงเจตจำนงค์อยากช่วยงาน แน่นอนหน้าที่ที่คนมีชื่อเสียงอย่างเธอทำได้ดีคือการเป็นกระบอกเสียงสื่อสารให้สังคมรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับ "ผู้ลี้ภัย" ซึ่งปูอธิบายว่า

"สิ่งที่คนไม่เข้าใจคือ ผู้ลี้ภัยไม่ต่างจากเรา ทุกคนเป็นมนุษย์มีความรู้สึกไม่ต่างกัน ทุกคนมีตัวตนที่ไม่แตกต่างจากพวกเรา แต่เขาถูกดึงตัวตนนั้นไปจากเขาทั้งหมด ทั้งทรัพย์สิน ทั้งทุกอย่าง โดยไม่เหลือตัวตน ไม่เหลือทรัพย์สิน ไม่มีบ้านอยู่ ต้องหนีไป ต้องสูญเสียครอบครัวอีก ความจริงแล้วผู้ลี้ภัยเป็นคนที่แกร่ง แต่ไม่มีทางเลือก เขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นแบบนี้ เขาไม่ได้เลือกที่จะไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่ได้เลือกที่จะไม่มีที่อยู่"


ส่วนหน้าที่หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรี UNHCR อย่างเป็นทางการ เธอบอกว่าสิ่งที่ต้องทำก็คือ

"การสื่อให้คนรู้จักปัญหาเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเป็นอย่างแรก อย่างที่สองก็คือรณรงค์ให้กับผู้ลี้ภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา สำหรับคนไร้ตัวตน การจดทะเบียนการเกิดสำหรับเด็กที่เพิ่งเกิด เราก็ต้องให้เขามีตัวตน เพื่อที่เขาจะได้มีสิทธิ์ เพราะถ้าเขาไม่มีตัวตนเขาจะไม่สามารถหาหมอได้ ไม่สามารถหางานได้ กลับบ้านก็ไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือระดมทุน 

สำคัญที่สุดก็คือการบริจาคให้กับ UNHCR อย่างปูบริจาคทุกเดือนมาแล้ว 3 ปีอย่างต่อเนื่อง คนถามว่าทำไมต้องต่อเนื่อง เพราะว่าปัญหานี้ใช้เวลาขั้นต่ำ 10 ปีในการแก้ไข จำนวนคนเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี UNHCR เป็นองค์กรที่สามารถช่วยผู้ลี้ภัยทั่วโลกได้ และช่วยระหว่างประเทศได้ด้วย" 

เมื่อดาราสาวมาทำงานสาธารณะ ชวนให้นึกไปถึง แองเจลีนา โจลี ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดที่ทำงานนี้มาอย่างยาวนาน แล้วปูก็ถูกเปรียบว่าเป็น "โจลีเมืองไทย" เพราะสิ่งทำมันคล้ายกัน

"แต่ปูว่าถ้าจะเปรียบ ยังเปรียบไม่ได้ เพราะคุณโจลีเขาอุทิศชีวิตเขาเป็น 10 กว่าปี แต่สิ่งที่ปูทำให้คนเห็นคือปูคือมนุษย์ ปูไม่ใช่นางฟ้านะ ปูไม่เคยยอมรับว่าปูไม่เคยล้ม ปูยังมีผิดพลาดอยู่ทุกวัน เพราะปูคือมนุษย์ ปูผิดหวังเหมือนทุก ๆ คน ปูไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ชีวิตได้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่ปูรู้หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของปูคือการคืนกลับแก่สังคม นั่นก็คือไม่ต่างจากคุณโจลี หน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือการมีชีวิตที่มีค่าต่อคนอื่น แต่ยังไม่ถึงเขา เขาทำมา 15 ปี 20 ปี เรา 3 ปี แต่ปูทำตลอดชีวิตแน่นอน 

สิ่งที่ทำให้ปูทำงานกับผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะคือปูเป็นคนที่รักประเทศไทยมาก ถ้าวันหนึ่งปูไม่สามารถกลับมาบ้านของปูได้ ปูคงเป็นบ้านะ ปูคงทำทุกวิถีทางที่จะให้ปูกลับบ้านตัวเองได้ ปูเลยรู้สึกว่าปัญหาของผู้ลี้ภัยไม่ได้ไกลปูเลย ปูรักประเทศของปูไม่ต่างจากคนอื่นรักประเทศเขา"

การทำงานสังคมเป็นการสร้างภาพ ล้างประวัติตัวเองหรือเปล่า ? ไม่ว่าจะพูดออกมาหรือไม่ก็มีคนไม่น้อยตั้งคำถามนี้ ซึ่งปูก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่เธอบอกว่า 

"สบายมาก มาร่วมมือกันสร้างภาพ โลกจะได้สวยงามมากขึ้น ไม่เคยโกรธ เพราะเราไม่ควรจะลอยกับคำชมหรือทุกข์กับคำติ เราอยู่ในมุมนี้ ถ้าปูรับมือกับคำติชมไม่ได้เราคงไม่ช่วยผู้ลี้ภัย เพราะผู้ลี้ภัยเป็นสถานภาพที่เราต้องเข้าใจว่ามันมีทั้งความคิดเห็นบวกและลบ ในเคสนี้ปูอยากจะให้คนมองว่าผู้ลี้ภัยคือมนุษย์และในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่อยู่โลกเดียวกันอย่างสันติภาพ อะไรที่เราสามารถยื่นมือช่วยเขาได้ ถ้าเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ยื่นมือเถอะ เพราะเรามีโอกาส"

หลายปีก่อนหน้านี้ ภาพลักษณ์ของปู ไปรยา คือนางเอกเซ็กซี่ แรง ยิ่งถ้าย้อนกลับไปนานกว่านั้น เธอเป็นดาราวัยรุ่นที่มีข่าวด้านลบเยอะกว่าใคร ถ้าเรามองด้วยสายตากลาง ๆ อาจไม่ใช่เพราะเธอทำตัวแย่กว่าคนอื่นนักหนา แต่เพราะเธอไม่ปิดบัง และไม่สนใจจะแก้ข่าว ไม่สนภาพที่คนอื่นมอง อย่างเช่นที่เธอบอกว่า "ปูไม่เคยลอยกับคำชมหรือทุกข์กับคำติ"

ภาพดาราสาวที่เห็นในวันนี้ จึงเป็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก ๆ ซึ่งปูยกเครดิตให้ประสบการณ์การทำงานสังคมที่เป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนการมองโลก

"ปูว่าดาราเป็นกลุ่มคนที่ได้รับโอกาสสูงกว่าคนอื่นในสังคมมาก ปูได้ทำอาชีพนี้มาตั้งแต่ปูอยู่ 13 แล้ว ปูก็รู้สึกเราเกิดมาเรามีชื่อเสียงเรามีทุกอย่างแต่เรายังไม่มีเป้าหมาย แล้วเราเกิดมาเป็นคนเพื่ออะไร ซึ่งมันมองเป็นมุมที่ค่อนข้างดาร์ก แต่ปูเป็นคนที่ผ่านอะไรมาเยอะมาก ปูเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนไหวแต่เป็นคนที่แกร่ง ปูล้มกี่รอบก็ลุกเป็น แต่เป็นคนที่อ่อนไหวมาก 

สิ่งที่ปูได้เรียนรู้จากการทำงานสังคมก็คือหนึ่ง-เราเกิดมาเป็นมนุษย์เพื่ออะไร สอง-การประพฤติตัวควรจะเป็นยังไง ในเชิงว่าเราไม่ควรสำคัญตัวเอง สิ่งเดียวที่ปูสำคัญตัวเองตอนนี้ก็คือปูมีกระบอกเสียงที่ดังและจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในหลายหลายวิธี 
อย่างที่สาม-เราอยู่ในยุคที่สำคัญที่สุดแล้ว ยุคก่อนหน้านี้เป็นยุคที่เกือบสายแล้ว ยุคเราสายแล้วนะ และยุคหลังจากเราสายแน่นอน ไม่ว่าจะในด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ลดโลกร้อน ปัญหาในสังคม การศึกษา ผู้ลี้ภัย เราต้องช่วยกันในยุคนี้ เพื่อที่จะให้รุ่นลูกรุ่นหลานดูเป็นแบบอย่างว่ายุคนี้สามารถทำได้ เราสามารถอยู่โดยมีสันติภาพได้ เราสามารถอนุรักษ์สิ่งที่เรามีอยู่ได้


ปูว่าคนที่ทำงานสังคมต้องเป็นคนอ่อนไหว แกร่งแต่อ่อนไหว คือเรารับรู้เราเอามาศึกษา ถามว่าปูกลับบ้านบางวันปูซึมไหม ก็ซึม เพราะบางอย่างที่เราเห็นในค่าย เราไม่เข้าใจว่าทำไมเราได้รับโอกาสแต่เขาไม่ได้รับ ทำไมเราขออะไรแล้วเราได้ แต่ทำไมเขาไม่ได้ แต่ในทางกลับกันปูมองว่าถ้าเรามีทัศนคติอย่างนี้ดี แล้วแต่ มันคงจะแย่ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง พูดอ่ะพูดง่าย คิดน่ะคิดได้ แต่พูดกับคิดไม่มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น 

คนมองว่า ปูเป็นคนดีตอนนี้ สร้างภาพ ปูอยากบอกว่า การทำงานมนุษยธรรมไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีนะ แต่แปลว่าเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรม ปูยังเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์มีความรู้สึก มีโกรธ มีทุกอย่าง แต่ปูเข้าใจว่าหน้าที่ของปูในฐานะมนุษย์คืออะไร และก็รู้สึกถึงศีลธรรมของมนุษย์ว่าเราเกิดมาบนโลกนี้เพื่ออะไร เรามีความหมายอะไรและเราทิ้งอะไรไว้ให้กับลูกกับหลาน ถึงเราไม่มีลูกตัวเองก็ไม่เป็นไร เราอาจจะมีลูกเป็นแสน ๆ คนก็ได้ที่เราสามารถมอบโอกาสให้เขา ปูว่าคนทำงานสังคมจะเห็นด้วยตัวเอง หลังจากนั้นเราจะเปลี่ยนทุกอย่างที่เราเข้าใจเกี่ยวกับโลกนี้"

เรื่องผู้ลี้ภัย อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวที่ผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญ จะรณรงค์เรื่องนี้อย่างไร นางเอกเจ้าของตำแหน่งทูตสันถวไมตรี UNHCR บอกว่า

"ตอนนี้มันดูไกลตัวมาก แต่สงครามเกิดขึ้นในทุก ๆ ปี อย่างเช่น เซาท์ซูดานก็ยังไม่หยุด ซีเรียตอนนี้อยู่ในช่วงวิกฤตที่สุดแล้ว ตอนนี้มันเป็นวิกฤติที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มีคน 65 ล้านคน และมี 34,000 คนในทุก ๆ วันที่กำลังลี้ภัยอยู่ ตัวเลขเพิ่มขึ้นไปทุกวัน ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ปูว่าปัญหาไม่ได้ไกลตัวอย่างที่เราคิด ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดี เพราะเราไม่เคยต้องลี้ภัย นอกจากนั้นเราเป็นประเทศที่ช่วยเหลือประเทศอื่นมาตลอด และต่างประเทศก็ได้รับรู้ในน้ำใจและความใจดีของเรามาโดยตลอด

สิ่งที่เราสามารถช่วยได้ก็คือ เราสามารถศึกษาและเรียนรู้ถึงสถานการณ์ของเขา และคนที่สามารถบริจาคได้ก็อยากให้บริจาค แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นอย่างแรกที่อยากจะเชิญชวนก็คือการศึกษาปัญหาของเขา ศึกษาในสิ่งที่เกิดขึ้นและร่วมมือกันมอบความคิดเห็นว่าในฐานะหนึ่งในประชาชนของโลกนี้ เราเป็นเพื่อนมนุษย์เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราสามารถร่วมมือกันช่วยเหลือยังไง"

แต่ก็นั่นแหละ เรื่องการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเป็นประเด็นที่เปราะบาง มีทั้งคนที่เห็นใจอยากช่วย และคนที่ไม่อยากช่วย และหลาย ๆ ครั้งความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในระดับบุคลก็ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปูมองประเด็นนี้ว่า ไม่มีถูกไม่มีผิด แต่ไม่ยากสำหรับคนที่อยากช่วยเหลือ

"มันไม่ยากเลยค่ะ มีองค์กรที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลและร่วมมือช่วยเหลือคนทั้งโลก เราสามารถบริจาคได้ หรือถ้าคนรุ่นใหม่อยากจะไปสมัครงาน ไปช่วยเหลือค่ายก็ได้ มีวิธีช่วยเหลือเยอะมากที่ถูกวิธีเป็นการช่วยเหลือที่ effective (มีประสิทธิภาพ) และไม่ก่อปัญหาให้กับใคร จริง ๆ ไม่ยากเลย"

เชื่อมโยงกับประเด็นใหญ่ระดับโลกที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกามีนโยบายไม่รับผู้ลี้ภัย ถามว่าถ้ามีโอกาสได้คุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ปูจะพูดจาโน้มน้าวจิตใจเขาอย่างไร 

นางเอกสาวตอบว่า "ปูก็พูดพอยท์ที่ว่าเราเป็นเพื่อนมนุษย์ ถึงจะศาสนาแตกต่างกัน ความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน ทุกอย่างแตกต่างกันหมดเลย แต่สิ่งที่เรามีคล้ายกันและเป็นสิ่งที่เราหนีกันไม่ได้ก็คือเราเป็นมนุษย์ เรามีความรู้สึก ความเจ็บปวด ความรัก เรามีครอบครัว เราอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน เราก็ควรจะรักกัน ดูแลกัน และก็มอบความช่วยเหลือในสิ่งที่เราสามารถช่วยเหลือกันได้ 

นี่ไม่ใช่แค่ถึงสหรัฐอเมริกา เราพูดถึงคนทั้งโลก เพราะมันคือหน้าที่ของคนทั้งโลกที่จะช่วยกัน ปูในฐานะทูตสันถวไมตรีปูไม่มีความคิดเห็นทางการเมืองแม้แต่นิดเดียวเลย เพราะไม่มีผิดและถูก หน้าที่ของปูคือพูดถึงสันติภาพ และหน้าที่ของปูในฐานะเพื่อนมนุษย์ในการอุทิศชีวิตดูแลซึ่งกันและกัน นั่นคือหน้าที่ของปู ขอบอกว่าชัดเจนเลยนะ ปูไม่มีความคิดเห็นทางการเมืองแต่อย่างใด และก็คงไม่มีอีกเลยเพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ปู" เธอว่า

"ปูไม่ได้ว่าอเมริกานะ อย่าเขียนแรงนะ ปูยังต้องไปทำงานที่อเมริกา เดี๋ยวเขาไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ" นางเอกสาวกำชับหลังจบการสนทนา เผยความเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ยังห่วงหน้าที่การงานของตัวเอง ไม่ได้เก็บซ่อนความกังวลในเรื่องของตัวเองเพื่อนำเสนอแต่ภาพ "นางฟ้าของผู้ลี้ภัย" เพียงมุมเดียว

ที่มา:siamvariety

Powered by Blogger.