สะเทือนวงการสงฆ์!!!! สนองพระบัญชา "สังฆราช" จับตรวจจับพระเถื่อน ที่เห็นๆบางคนอาจไม่ใช่พระ งานนี้มีสะดุ้ง !?!!!


เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยภายหลังการร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ว่า เป็นการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกับพระสงฆ์และศิษย์ 3 ราย ซึ่งได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพระแล้ว พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีเจตนาดำเนินการเข้าไปในวัดเพื่อสึกพระ แต่เป็นการเข้าไปเพื่อตรวจสอบใบสุทธิของพระที่อยู่ภายในวัดพระธรรมกาย ส่วนพระที่ต้องเดินทางไปสอบบาลีที่วัดเขียนเขตก็เปิดทางให้เข้าออกโดยสะดวก โดยวันนี้เจ้าหน้าที่พศ.และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีจะเข้าไปตรวจสอบใบสุทธิของพระทุกรูปที่อยู่ในวัดพระธรรมกาย ซึ่งดำเนินการภายใต้อำนาจของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี


ทาง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการยึดทรัพย์ของทางวัดตามที่มีกระแสข่าว การปิดล้อมวัดเป็นไปตามคำสั่งมาตรา 44 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยได้ การดำเนินการทุกอย่างยึดตามกฎหมาย ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง เหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่พระออกมากดดัน และมีการผลักดันกันไปมา ซึ่งศิษย์บางรายที่ผลักดันเจ้าหน้าที่จนตัวเองหกล้มได้รับบาดเจ็บไปเองก็มี ดังนั้นอยากให้สาธารณชนได้เห็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำว่าเป็นไปตามกฏหมาย แต่มีความพยายามที่จะเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่เอง และชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่หญิงของดีเอสไอที่ถูกพระทำร้ายยืนยันว่าเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชายตามที่สื่อบางสื่อนำเสนอ


ด้าน ว่าที่ร้อยตรีจุลสัน ทันอินทร์อาจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี (พศจ.ปทุมธานี) กล่าวว่า ในวันที่ 21-23 ก.พ. 60 ทางคณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี ได้มีการจัดสอบบาลีสนามหลวงประจำปี 2560 ซึ่งคณะสงฆ์วัดพระธรรมกายมีพระภิกษุสามเณรเข้าสอบ 564 รูป ทางพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจ.ปทุมธานี พร้อม พศ.ได้ทำหนังสือพร้อมรายชื่อพระภิกษุสามเณรที่จะต้องสอบบาลีสนามหลวงต่อดีเอสไอแล้ว และทางดีเอสไอพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออำนวยความสะดวก



ส่วนกรณีของดีเอสไอ ที่ได้มีหนังสือเรียกพระสงฆ์ของวัดพระธรรมกายจำนวน 14 รูปมารายงานตัวนั้น ดีเอสไอ ได้หารือกับเจ้าคณะ จ.ปทุมธานีแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของทางเจ้าคณะ จ.ปทุมธานีว่า จะมีการประสานงานกับพระทั้ง 14 รูปอย่างไร โดย พศ.ไม่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดพบว่า วัดพระธรรมกายมีพระภิกษุสามเณร จำนวน 1,200 รูป มีพระต่างชาติ จากสหภาพเมียนมา จำนวน 3 รูป ซึ่งมาแปลพระไตรปิฎกอยู่ในวัดพระธรรมกาย โดยทางดีเอสไอก็ได้มีการตรวจสอบไปแล้ว

และทางโลกออนไลน์เคยได้มีผู้ใช้เฟสบุ๊คที่ชื่อว่า วัดท่าไทร สุราษฎร์ธานี ได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง”หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุสามเณร” โดยระบุข้อความไว้ดังนี้



“หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุสามเณร” ที่คนไทยควรรู้
———————-
……….. หนังสือสุทธิเป็นหนังสือสำคัญ ซึ่งแสดงความบริสุทธิ์แห่งสมณเพศของพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา แสดงสังกัด นิกาย และวัด จำเป็นที่สุดที่พระภิกษุสามเณรทุกรูปจะต้องมีไว้ประจำตัว เพราะเป็นเอกสารที่สามารถนำแสดงได้ในทุกกรณี มีระเบียบบังคับให้พระอุปัชฌาย์ออกหนังสือสุทธิแก่สัทธิวิหาริกของตน หรือเจ้าอาวาสออกให้แก่ลูกวัดของตน ในกรณีที่พระอุปัชฌาย์พ้นจากความเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว “การออกหนังสือสุทธิเป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์/เจ้าอาวาส โดยชอบด้วยกฎหมาย” หากเข้าเกณฑ์แล้ว จะเว้นไม่ยอมออกหนังสือสุทธิให้มิได้

……….. แต่ถ้าพระอุปัชฌาย์พ้นจากความเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว ก็ให้เจ้าอาวาสผู้ปกครองของพระภิกษุสามเณรรูปนั้นดำเนินการออกหนังสือสุทธิให้ โดยบันทึกรายการสถานะเดิมรายการบรรพชาหรืออุปสมบทแล้วแต่กรณี ตามรายการในหนังสือสุทธิเดิม เว้นแต่รายการ “ให้ ณ วัน เดือน ปี” ให้ลงวัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือให้ใหม่แล้วลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานและขีดฆ่าคำว่า “พระอุปัชฌาย์” เสีย (เจ้าอาวาสจะออกหนังสือให้แก่ลูกวัดได้ ก็ต่อเมื่ออุปัชฌาย์ของลูกวัดท่านนั้น พ้นจากความเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว เท่านั้น)

……….. เนื่องจากมีการปลอมบวช (ชาวบ้านปลอมเป็นพระภิกษุสามเณร) แล้วประพฤติในสิ่งที่พระภิกษุสามเณรไม่ประพฤติ สร้างความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ และออกหนังสือสุทธิโดยไม่ชอบ ควบคุมไม่ได้ และอีกปัญหาสาระพัด ดังนั้น ในปี ๒๕๔๖ จึงมีการแก้ไขระเบียบ วิธีปฏิบัติ และขั้นตอนใหม่ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

……….. หนังสือสุทธิ ผลิตโดยโรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยอนุมัติของมหาเถรสมาคม (องค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย) ตามระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดวิธีปฏิบัติในหน้าที่พระอุปัชฌาย์ พ.ศ.๒๕๔๖

……….. หนังสือสุทธิทุกเล่ม จะมีรหัสที่ปก ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนซื้อไปเพื่อออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริกของตนเอง ซื้อเมื่อไร กี่เล่ม รหัสอะไรบ้าง ฯลฯ … โดยตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมาหนังสือสุทธิเล่มเปล่า ๆ “มีขายเพียงแห่งเดียว คือ โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” มีระเบียบบังคับไว้ให้ผู้ที่มีสิทธิ์ซื้อได้มีเพียง ๔ ท่าน ได้แก่ ๑.เจ้าคณะภาค ๒.เจ้าคณะจังหวัด ๓.เจ้าคณะอำเภอ และ ๔.พระอุปัชฌาย์.. และในการสั่งซื้อ จะต้องกรอกใบสั่งซื้อ และแนบ สำเนา “ตราตั้ง และ หนังสือสุทธิ ของผู้มีสิทธิ์ซื้อ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนา”

……….. ขณะเดียวกัน คณะสงฆ์หนใต้ มีกติกาสงฆ์ฯ บังคับไว้ ให้ผู้มีอำนาจ ตำแหน่ง หน้าที่ และความรับผิดชอบ (ซึ่งได้แก่ พระอุปัชฌาย์ หรือเจ้าอาวาส) ออกหนังสือสุทธิแก่พระภิกษุสามเณร ที่ “๑.บวชมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี และมีเหตุเชื่อได้ว่าจะบวชต่อไป ๒.ต้องมีศีลาจารวัตร เรียบร้อย ๓.มีเหตุที่จะต้องใช้หนังสือสุทธิ” หากเข้าเกณฑ์ ท่านก็จะออกหนังสือสุทธิ แล้วส่งไปให้พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ ขึ้นไปลงนามและประทับตรารับรองหนังสือสุทธิ แล้วมอบแก่พระภิกษุสามเณรเป็นหลักฐาน

……….. ตามพระวินัย เมื่อบวชเป็นพระภิกษุสามเณรแล้ว จะต้องอยู่ในสำนักของอุปัชฌาย์ อาจารย์เป็นเวลา ๕ ปี เพื่อฝึกฝนอบรมในการประพฤติปฏิบัติตน ศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย และทำหน้าที่ลูกศิษย์ที่ดี (ทำอุปัชฌายวัตร และอาจาริยวัตร)ตามพระวินัย จนกว่าจะได้นิสัยมุตตกะ ดูแลตัวเองได้ ใช้ตัวเองเป็น เห็นตนเองชัด และอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรรูปอื่นได้โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย

……… ผู้เป็นอุปัชฌาย์ มิใช่มีหน้าที่แค่บวชเท่านั้น แต่มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบทั้งอบรม สั่งสอน ผู้ที่ตนเองบวชให้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย และเมื่อเห็นว่ามีศีลวาจารวัตรเรียบร้อย ควรออกหนังสือสุทธิให้ จะต้องออกหนังสือสุทธิให้อย่างถูกต้อง ตามระเบียบ กติกาสงฆ์ กฏมหาเถรสมาคม และกฎหมาย หากผู้เป็นอุปัชฌาย์ไม่สะดวกที่จะทำหน้าที่ ควรลาออกเสีย จะไม่เกิดความเสียหายทั้งส่วนตัว สัทธิวิบาริก คณะสงฆ์ และประเทศชาติโดยส่วนรวม
……… เอกสารจะใช้งานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จะต้องออกโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีกฎหมายรอบรับเท่านั้น หากไร้กฎหมายรองรับ หรือออกมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ใช้ไม่ได้ หรือไม่มีประโยชน์ได้ … อำนาจโดยชอบธรรม คืออำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
……….. “แบงก์ มีค่าและใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ก็เพราะมีกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการผลิตออกมาใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย หากกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการผลิตแบงก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากจะ “เป็นแบงก์ปลอม เป็นเพียงแค่เศษขยะ ซึ่งไร้ค่า ใช้ชำระหนี้มิได้” แล้ว ผู้ใช้ยังอาจมีความผิดกฎหมายอีกด้วย

…….. โดยระเบียบปฏิบัติแล้ว เมื่อพระภิกษุสามเณรเจ้าของหนังสือสุทธิลาสิกขา โดยระเบียบปฏิบัติแล้ว จะต้องดำเนินการตาม “หมายเหตุท้ายหนังสือสุทธิ ข้อ ๘” 
…….. ๘. บันทึกการพ้นจากสังกัดวัด หน้า ๒๒ ให้บันทึกถึงเหตุที่ต้องพ้นจากสังกัดวัด ดังนี้
…….. (ก) ในกรณีที่เจ้าของหนังสือสุทธิลาสิกขาตามปกติให้เจ้าอาวาสบันทึก วัน เดือน ปี ที่ลาสิกขา ลงลายมือชื่อกำกับ แล้วมอบคืนให้เจ้าของเก็บรักษาไว้
…….. (ข) ในกรณีที่เจ้าของหนังสือสุทธิมรณภาพ ให้เจ้าอาวาสบันทึก วัน เดือน ปี ที่มรณภาพ ลงลายมือชื่อกำกับแล้วเก็บรักษาไว้
…….. (ค) ในกรณีที่เจ้าของหนังสือสุทธิถูกสั่งลงโทษให้ออกจากวัดด้วยเหตุที่ไม่ตั้งอยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาส ให้เจ้าอาวาสบันทึกเหตุที่สั่งให้ออกไปจากวัด พร้อมด้วยวัน เดือน ปี ที่สั่ง ลงลายมือชื่อกำกับแล้วมอบให้เจ้าของหนังสือสุทธิไป
.
……… บัตรประจำตัวประชาชนเป็นบัตรซึ่งใช้แสดงว่าตนเป็นคนไทย ผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น ที่มีสิทธิมีบัตรประจำตัวประชาชน คนต่างด้าวไม่มีสิทธิมีบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวประชาชน จะระบุชื่อและนามสกุล วัน เดือน ปีเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านและรูปถ่ายของผู้ถือบัตร บัตรประจำตัวประชาชนจึงมีประโยชน์ ในการติดต่อกับทางราชการและธุรกิจที่ต้องการหลักฐานการแสดงตน อายุ และภูมิลำเนาของผู้ถือบัตรด้วย ผู้ถือบัตรจะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนไว้พร้อมที่จะแสดงต่อ เจ้าพนักงานตลอดเวลา หากไม่อาจแสดงได้ในเมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตร/ขอตรวจ ย่อมมีความผิดตามกฎหมาย
.
ดังนั้น พระภิกษุที่เป็นคนไทย มีสิทธิและหน้าที่โดยชอบธรรมเช่นประชาชนทั่วไปที่จะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน หากเจ้าพนักงานขอดูบัตรประจำตัวประชาชน จะต้องยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้ตรวจเพื่อแสดงตัวว่าเป็นคนไทย.. หากเจ้าพนักงานขอตรวจหนังสือสุทธิ จะต้องยื่นหนังสือสุทธิให้ตรวจเพื่อแสดงตัวว่าเป็นพระภิกษุ
———————————
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ควรทราบ.
……….. “หนังสือสุทธิเปล่า” อุปัชฌาย์ควรจัดซื้อมาไว้เพื่อออกให้แก่สัทธิวิหาริกของตัวเอง หากเข้าเกณฑ์แล้วจะปฏิเสธการออกหนังสือสุทธิให้มิได้ (อุปัชฌาย์มิใช่มีหน้าที่แค่บวชเท่านั้น)
—————————-
……… หนังสือสุทธิเป็นเอกสารสำคัญที่พระภิกษุสามเณรทุกรูปต้องมีไว้ประจำตัว เช่นเดียวกับคนไทยต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน มีระเบียบบังคับให้พระอุปัชฌาย์ออกหนังสือสุทธิแก่สัทธิวิหาริกของตน (ในกรณีที่พระอุปัชฌาย์พ้นจากความเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสในการออกให้แก่ลูกวัดของตน) พระสังฆาธิการผู้มีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในการออกหนังสือสุทธิ (เจ้าคณะภาค, เจ้าคณะจังหวัด, เจ้าคณะอำเภอ และ พระอุปัชฌาย์) จะต้องจัดซื้อมาไว้เพื่อออกให้แก่สัทธิวิหาริกของตนเอง “โปรดอย่ามักง่ายเพียงแค่ไปขอหนังสือสุทธิเปล่าจากท่านอื่นมาออกให้แก่สัทธิวิหาริก เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติ และอย่าอ้างว่าไม่มีหนังสือสุทธิเปล่า แล้วปฏิเสธการออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริก เพราะอาจมีความผิดกฎหมายอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”
……… สมัยก่อนหนังสือสุทธิหาซื้อได้ตามร้านค้าเครื่องเขียนทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อมีการปลอมแปลงและออกหนังสือสุทธิโดยไม่ชอบ ควบคุมไม่ได้ และปัญหาสาระพัด ดังนั้น ในปี ๒๕๔๖ จึงมีการแก้ไขระเบียบ วิธีปฏิบัติ และขั้นตอนใหม่ โดย.-
……… ๑.ให้โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้พิมพ์โดยอนุมัติของมหาเถรสมาคม (องค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย) ตามระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดวิธีปฏิบัติในหน้าที่พระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ไว้จำหน่ายแก่ “เจ้าคณะภาค ๒.เจ้าคณะจังหวัด ๓.เจ้าคณะอำเภอ และ ๔.พระอุปัชฌาย์” เท่านั้น
……… ๒.หนังสือสุทธิทุกเล่ม จะมีรหัสที่ปก ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนซื้อมาเพื่อออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริกของตนเอง … 
……… ๓.หนังสือสุทธิ (เปล่า ๆ) “มีขายเพียงแห่งเดียว คือ โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”
……… ๔.ให้ผู้ที่มีสิทธิ์ซื้อได้มีเพียง ๔ ท่าน ได้แก่ ๑.เจ้าคณะภาค ๒.เจ้าคณะจังหวัด ๓.เจ้าคณะอำเภอ และ ๔.พระอุปัชฌาย์.. และในการสั่งซื้อ จะต้องกรอกใบสั่งซื้อ และแนบ สำเนา “ตราตั้ง และ หนังสือสุทธิ ของผู้มีสิทธิ์ซื้อ พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนา”
……… ผู้เป็นอุปัชฌาย์ โปรดอย่ามักง่ายเพียงแค่ไปขอหนังสือสุทธิเปล่าจากท่านอื่นมาออกให้แก่สัทธิวิหาริก เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติ และอย่าอ้างว่าไม่มีหนังสือสุทธิเปล่าหรือหมด แล้วปฏิเสธการออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริก หรือไปขอหนังสือสุทธิจากท่านอื่นมาใช้ เพราะอาจมีความผิดกฎหมายอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
……… ผู้เป็นอุปัชฌาย์ มิใช่มีหน้าที่แค่บวชเท่านั้น แต่มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบทั้งอบรม สั่งสอน ผู้ที่ตนเองบวชให้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย และเมื่อเห็นว่ามีศีลวาจารวัตรเรียบร้อย ควรออกหนังสือสุทธิให้ จะต้องออกหนังสือสุทธิให้อย่างถูกต้อง ตามระเบียบ กติกาสงฆ์ กฏมหาเถรสมาคม และกฎหมาย หากผู้เป็นอุปัชฌาย์ไม่สะดวกที่จะทำหน้าที่ ควรลาออกเสีย จะได้ไม่เป็นภาระคณะสงฆ์ และจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งส่วนตัว สัทธิวิหาริก คณะสงฆ์ และประเทศชาติโดยส่วนรวม
……… กฎหมาย กฎฯ กติกา ระเบียบ มีไว้เพื่อให้คนปฏิบัติตาม เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เพื่อความอยู่ดีมีสุข และเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม 
……… เมื่อบุคคลละเมิดกฏมาย หากไม่มีผู้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ ก็ถือว่ารอดตัวไป แต่หากมีผู้เสียหายร้องทุกข์ กล่าวโทษแล้ว เมื่อนั้น จะรู้นรกมีจริง …. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ข้อ ๒๔ ว่า “มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจติ, ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ทุกฺขํ นิคจฺฉติ. ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล คนเขลายังเข้าใจว่ามีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง, แต่บาปให้ผลเมื่อใด คนเขลาย่อมประสบทุกข์เมื่อนั้น”
—————————————————–
“บัตรประจำตัว ปชช.ใช้แสดงตนว่าเป็นคนไทย, หนังสือสุทธิใช้แสดงตนว่าเป็นพระภิกษุสามเณร” ข้อมูลสำคัญที่ควรทราบ
—————————
……….. พระภิกษุสามเณรต้องมีบัตรประชาชน หรือ บัตรประจำตัวประชาชนเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั่วไป (เพราะพระภิกษุสามเณรก็มีสถานะเป็นประชาชนคนหนึ่งของประเทศไทย) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ทางราชการออกให้เฉพาะ ผู้มีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีบริบูรณ์ และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ประเภทบ้าน : วัด) …เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นคนไทย ในกรณีที่ใช้สิทธิฯ ทำนิติกรรมสัญญา ติดต่อหน่วยงานราชการ หรือเอกชน เป็นหลักฐานที่หน่วยงานต่างๆใช้ตรวจสอบตัวบุคคลเมื่อจะออกหนังสือสำคัญ เช่น บัตรประจำตัวผู้ป่วย หนังสือเดินทาง ฯลฯ รวมทั้งใช้ตรวจสอบตัวบุคคลเมื่อจะถอนเงิน รับพัสดุ เป็นต้น 
……….. ขณะเดียวกัน พระภิกษุสามเณรต้องมีหนังสือสุทธิเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นพระภิกษุสามเณรที่ถูกต้อง เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวบุคคลในกรณีที่ใช้สิทธิฯ ทำนิติกรรมสัญญา ติดต่อหน่วยงานราชการ หรือเอกชน เป็นหลักฐานที่หน่วยงานต่างๆใช้ตรวจสอบตัวบุคคลเมื่อจะออกหนังสือสำคัญ เช่น บัตรประจำตัวผู้ป่วย หนังสือเดินทาง ฯลฯ รวมทั้งใช้ตรวจสอบตัวบุคคลเมื่อจะถอนเงิน รับพัสดุ เป็นต้น
……….. ดังนั้น พระภิกษุที่เป็นคนไทย มีสิทธิและหน้าที่โดยชอบธรรมเช่นประชาชนทั่วไปที่จะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน หากเจ้าพนักงานขอดูบัตรประจำตัวประชาชน จะต้องยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้ตรวจเพื่อแสดงตัวว่าเป็นคนไทย.. หากเจ้าพนักงานขอตรวจหนังสือสุทธิ จะต้องยื่นหนังสือสุทธิให้ตรวจเพื่อแสดงตัวว่าเป็นพระภิกษุ

ภาพประกอบ เป็นแบบฟอร์มใบสั่งซื้อหนังสือสุทธิ และหนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุสามเณร
……….. ปณิธาน/อนุญาตแชร์ได้ : ทุกข้อความ ทุกภาพประกอบที่ปรากฏในเฟชนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ข้าพเจ้าขอมอบให้เป็นสมบัติสาธารณะ โดยทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ท่านที่ต้องการแชร์ ขอเชิญตามอัธยาศัย (โดยไม่ต้องขออนุญาตอีก) ขออนุโมทนาบุญ ขอให้ได้รับบุญกุศลจากการเผยแพร่ธรรมะด้วยกัน ขอให้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งชาตินี้และชาติหน้าโดยทั่วกัน สาธุๆๆ


ขอบคุณที่มา ผู้ใช้เฟสบุ๊คที่ชื่อว่า วัดท่าไทร สุราษฎร์ธานี

Powered by Blogger.