นี่สินะ!!!! สาเหตุจริงๆที่ "ผู้พันแอร์" ตัดสินใจบังคับเครื่องจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย "อดีตผู้บังคับการกองบิน" เปิดใจ พูดออกมาแบบนี้เข้าใจทันที !?????



เรื่องราวของชายชาติทหารผู้กล้า สู่ตำนานนักบินฮีโร่ของคนไทยทั้งประเทศ...."นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธิ์ ปัถวี หรือผู้พันแอร์" และข้อความที่ท่านจะได้อ่านต่อจากนี้ คือ เรื่องราวชีวิตของผู้พันแอร์ในครั้งที่ยังมีลมหายใจ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นตำนานอันตรึงใจของคนไทยไปตลอดกาล...
ผู้พันแอร์ เมื่อครั้งที่มีลมหายใจ อนาคตไกล นิสัยดี...

นาวาอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ อดีตผู้บังคับการกองบิน 1 จ.นครราชสีมา หรือที่ใครหลายๆ คนรู้จักกันในนามนักบินรบอันดับ 1 ของเมืองไทย เปิดใจกับทีมข่าวด้วยท่าทีที่เศร้าสลดถึง “ผู้พันแอร์” น้องชายอันเป็นที่รักว่า “ผมรู้จักกับแอร์มาได้ 5-6 ปี แอร์เป็นเด็กที่นิสัยดี เรียบร้อย นิ่งๆ ไม่ค่อยพูด แต่ก็เป็นคนสนุกสนานเฮฮา ยิงมุกตลกแบบนิ่งๆ มีเพื่อนฝูงรักใคร่มาก มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นคนที่มีความอดทนสูง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เวลาที่เขาท้อ เขาโดนดุ หรือเขาเจอปัญหา ผมไม่เคยเห็นเขาปริปากบ่นแม้แต่ครั้งเดียว และโดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้จักกับครอบครัวของแอร์ด้วย เพราะคุณพ่อเขาเป็นนักบินเอ 37 คุณพ่อผมก็เป็นนักบินเอ 37 เช่นกัน คุณพ่อผมเป็นครูของคุณพ่อแอร์ พอวันเวลาผ่านไป ผมก็มาเป็นครูของแอร์ต่อจากรุ่นพ่ออีกที”

น.อ.ระวิน ในฐานะครูการบินของ น.ต.ดิลกฤทธิ์ กล่าวถึงศิษย์อันเป็นที่รักว่า “แอร์เป็นคนที่มีฝีมือบินดี เป็นนักบินที่มีพัฒนาการค่อนข้างดี จากนั้น เขาก็ไปอยู่ฝูงกริพเพนที่สุราษฎร์ฯ เขาก็มีชั่วโมงบินเยอะขึ้น เห็นว่าเป็นหัวหน้าหมู่ อีกสักพักก็คงฝึกครูการบินได้แล้ว ฉะนั้น เรื่องอนาคตไม่ต้องห่วง เขากำลังเป็นนายทหารอนาคตไกล”

ด้วยความที่ นาวาอากาศตรี ดิลกฤทธิ์ เป็นลูกชายคนโตของ พล.อ.อ.อารมย์ ปัถวี อดีตนักบินเอ 37 เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ชายชาติทหารผู้นี้ จะมีเลือดทัพฟ้าเช่นเดียวกับคุณพ่อ โดย น.อ.ระวิน อดีตผู้บังคับการกองบิน 1 บอกเล่าถึงเรื่องนี้ว่า “แอร์โตมาจากครอบครัวทหารอากาศ เขาย่อมซึมซับ และรู้จักอาชีพทหารอากาศดีกว่าอาชีพใดๆ ซึ่งเขาน่าจะอยากรับใช้ชาติ รวมทั้งอยากที่จะเจริญรอยตามคุณพ่อของเขาด้วย แม้ว่าเขาจะมีคุณพ่อเป็นทหารอากาศเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ใช้ความเป็นลูกผู้ใหญ่ผลักดันตัวเองขึ้นไป เขาใช้ความสามารถเป็นแรงผลักดันจนมาถึงจุดนี้ได้ด้วยตัวของเขาเอง”


วิเคราะห์เหตุ เครื่องบินกริพเพนโหม่งโลกตกลงงานวันเด็ก

“แอร์สามารถ Eject ตัวเองออกมาได้ แต่เขากลับไม่ทำ...” น.อ.ระวิน กล่าวถึงการเสียชีวิตของ น.ต.ดิลกฤทธิ์ ด้วยท่าทีครุ่นคิด...

“ถ้าดูในคลิปจะเห็นได้ว่า เครื่องบินยังหมุนอยู่ และเขาพยายามที่จะควบคุมเครื่องบิน ซึ่งเราไม่รู้ว่า ณ ขณะนั้น เกิดอะไรขึ้น หรือเขาไปเห็นอะไรเข้า แต่คำถาม คือ ทำไมเขาไม่พยายามที่จะดีดตัวออก ทำไมถึงเลือกที่จะเอาชีวิตดิ่งลงไปกับเครื่อง เพราะการ Eject นั้น แค่ดึงเพียงครั้งเดียว เก้าอี้ก็จะดีดตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที เพียงเท่านี้นักบินก็รอดแล้ว เขามีเวลาพอสมควรที่จะเห็นว่า เหตุการณ์ตรงหน้าไม่ปลอดภัย แต่ทำไมเขาถึงเลือกที่จะไม่ Eject ออกมา” ครูการบินตั้งคำถามถึงเหตุการณ์อันแสนเศร้า

“นักบิน ขับไล่ทุกๆ คน ถูกสั่งสอนมาเหมือนๆ กันว่า เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น หากนักบินจะต้องไปจริงๆ ให้เราไปคนเดียว อย่าเอาชีวิตประชาชนไปด้วย หากดีดตัวเองออกจากเครื่อง แต่กลับปล่อยให้เครื่องบินต่อไปอย่างไร้ทิศทาง โดยที่ไม่รู้ว่า สุดท้าย จะไปตกที่ไหน บ้านคน ชุมชน หรืออะไรก็ตาม นั่นเท่ากับว่า คุณกำลังสร้างโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ให้ประเทศชาติ แม้ว่า คุณจะรอด แต่คุณไม่มีวันนอนหลับสนิทได้ตลอดทั้งชีวิต” อดีตผู้บังคับการกองบิน 1 กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม


น.อ.ระวิน แสดงทรรศนะถึงเหตุการณ์ครั้งนี้อีกว่า เมื่อดูจากท่าทางการบินในช่วงที่เกิดเหตุแล้วนั้น ตนมองว่า ผู้พันแอร์อาจจะตัดสินใจดึงหัวเครื่องบินลงมา เพื่อให้เครื่องหลีกพ้นจากอะไรบางอย่าง เพราะถ้าเขาปล่อยเครื่องทำการบินต่อไป เครื่องบินจะทำการบินด้วยตัวของมันเองประมาณ 30 วินาทีถึง 1 นาที แต่เครื่องบินจะวนไปอย่างไร้ทิศทาง และอาจจะพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนดู หรือพุ่งเข้าใส่บ้านเรือนประชาชน ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ อาจมาจากเครื่องมีปัญหา หรืออาจมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับนักบินก็เป็นได้

“หลายคนอาจจะมองว่า เครื่องบินใหม่ทำไมถึงมีปัญหา ซึ่งจุดนี้ไม่เกี่ยวเลย เพราะเรื่องแบบนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ส่วนประเด็นที่หลายคนตั้งสงสัยว่า หลงฟ้าหรือไม่นั้น คงจะตอบได้ว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะสภาพอากาศเช่นนั้น สามารถมองเห็นได้ทุกอย่าง ยิ่งประเด็นที่คาดการณ์กันไปว่า หมดสติจากการบินนั้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเครื่องไม่ได้ใช้แรงจีมากเลย ผมว่าเขาตัดสินใจด้วยตัวเขาเองแล้ว ว่าเขาเลือกที่จะไม่ออกมา ถ้าให้เดาใจจากภาพที่เห็นเขาคงพยายามบังคับเครื่องจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย” มือวางอันดับต้นๆ ของกองทัพอากาศไทย แสดงทรรศนะ


ทำไมวันเด็กครั้งนี้ ต้องเป็นเขา “ผู้พันแอร์”...

ผู้สื่อข่าว ซักถามเพื่อเป็นความรู้ในประเด็นที่ว่า “ทางกองบินใช้วิธีเลือกเฟ้นนักบินที่จะขึ้นบินโชว์ในวันเด็กอย่างไร?” ผู้การเอก แห่งทัพฟ้า คลายข้อสงสัยในประเด็นนี้ว่า โดยส่วนตัว ผมมองว่า เหตุที่กองบินเลือกแอร์ขึ้นไปทำการบินนั้น เพราะทุกคนต่างเชื่อมั่นว่า แอร์สามารถทำได้ และแอร์เป็นคนที่เหมาะสมที่สุด หรือแทบจะเรียกได้ว่า ความสามารถของแอร์เกินความเหมาะสมเสียด้วยซ้ำ

“เขาเหมาะสมแล้วที่จะเป็นฮีโร่ของเด็กๆ และเป็นฮีโร่ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งผมคิดว่า เขาเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่า ทำไมเขาถึงเลือกที่จะไม่ดีดตัวออกจากเครื่องบิน เราตอบแทนแอร์ไม่ได้ว่า ทำไมเขาตัดสินใจทำอย่างนี้ ผมเชื่อว่า พ่อแม่ ภรรยาของเขาก็ต้องมีคำถามว่า ทำไมเขาไม่ดีดตัวออกมา” น.อ.ระวิน กล่าวอย่างแช่มช้า
รู้ไหมเขาทำเพื่อใคร? ในวันเด็ก ทำไมนักบินต้องขึ้นบินให้คุณดู...

ในวันเด็กทุกๆ ปี ทำไมนักบินต้องทำการบินผาดแผลง เพื่อแสดงให้เด็ก หรือคนทั่วไปได้ชม? ผู้สื่อข่าวสอบถามจาก น.อ.ระวิน นักบินขวัญใจของเด็กไทยหลายๆ คน “การที่เราขึ้นไปทำการบินผาดแผลงนั้น มีจุดประสงค์สำคัญคือ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ และผู้ที่ชื่นชอบอาชีพนักบิน ซึ่งการบินผาดแผลงนั้น ทั่วโลกก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับประเทศไทย เพราะไม่ได้มีความอันตราย และเป็นท่าทางพื้นฐานที่นักบินจะต้องใช้ฝึกอยู่แล้ว หากกองทัพนำเครื่องบินมาจอดโชว์ไว้เพียงอย่างเดียว ก็จะไม่เกิดแรงบันดาลใจ หรือเกิดความน่าสนใจแต่อย่างใด"

“ในกรณีของแอร์นั้น สังเกตได้ว่า ไม่มีการบินผาดแผลง แต่จะเป็นการสาธิตวิธีการโจมตี และท่าที่แอร์ทำเป็นท่าทางที่นักบินฝึกใช้กันประจำอยู่แล้ว ซึ่งท่าสุดท้ายก่อนเกิดอุบัติเหตุ คือท่า surprise attack ซึ่งเป็นการบินต่ำๆ และยกตัวขึ้น จากนั้น ก็จะหาเป้าหมายเพื่อทิ้งระเบิด นี่คือการสาธิตการบินให้ประชาชนได้รู้ว่า นักบินเขาทำกันเช่นนี้” นักบินรบมากฝีมือ บอกเล่าจากประสบการณ์


จากใจพี่ถึงน้อง...พี่เสียใจ และขอสดุดีในความกล้าหาญของน้องตลอดไป

น.อ.ระวิน กล่าวอย่างชายชาติทหาร ว่า “ทหารอากาศ เป็นอาชีพเดียวที่การฝึกกับการรบไม่ได้แตกต่างกัน ไม่ว่าจะฝึกหรือรบ ทหารอากาศตกอยู่ในความเสี่ยงตลอดเวลา เพราะทันทีที่เราลอยขึ้นไปเหนือพื้นดิน นั่นเท่ากับว่า ความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว และเราทำทุกอย่างเหมือนอยู่กับการรบทุกประการ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเลือกอาชีพนี้แล้ว เราก็ต้องทำใจ และยอมรับกับความสูญเสียที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไร

“ผมเชื่อว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมา แอร์ก็คงนั่งกินข้าว ดื่มกาแฟ หรือพูดคุยหัวเราะอยู่กับเพื่อน จากนั้น เขาก็ขึ้นไปบิน แต่ในครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกๆ ครั้ง เพราะในวันนี้ แอร์ไม่ได้กลับลงมาหาพวกเราอีกแล้ว สำหรับผม ผมเสียใจ และขอสดุดีในความกล้าหาญของนาวาอากาศตรี ดิลกฤทธิ์ ปัถวี ที่ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่ออีกหลายชีวิต” นายทหารเจ้าเวหา กล่าวอำลาถึงน้องชายในวันที่ไร้ลมหายใจ...

ที่มา:siamdrama

Powered by Blogger.