เรื่องจริงจากปาก!!!! หนุ่มน้อยใจพ่อแม่ไม่มาเยี่ยมจนคิดที่จะแหกคุก แต่ในที่สุดแม่ก็มาหา จนได้รู้ความจริงบางอย่างที่ทำเอาเข่าทรุด ร่ำไห้แทบขาดใจ!?!!!


นี่เป็นเรื่องจริงจากปากนักโทษคนหนึ่งในประเทศจีน นายจางเฉียงเป็นผู้ต้องหาคดีข่มขืนที่จำคุกอยู่ในเรือนจำแห่งหนึ่ง ขณะที่นายจางจำคุกมาได้ครบ 1 ปีนั้น นายจางพบว่าที่ผ่านมาเขาไม่มีเพื่อนหรือญาติคนไหนที่มาเยี่ยมเลยสักคน เพื่อน ๆ นักโทษด้วยกันต่างก็มีคนมาเยี่ยมเป็นประจำ บางคนก็ได้ทั้งอาหาร ขนม และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ทำให้นายจางรู้สึกน้อยใจพ่อแม่ตัวเองจึงเขียนจดหมายไปหาพ่อแม่อยู่หลายฉบับ แต่ก็ไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับเลยสักฉบับเดียว

เขาจึงคิดว่าเขาคงถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไปเสียแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเขียนจดหมายบอกลาพ่อแม่อีกครั้งเป็นฉบับสุดท้าย เพื่อบอกให้พ่อแม่ถ้าหากไม่ยังมาเยี่ยมหา จดหมายนี้ก็ถือเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายแล้วพ่อแม่ก็อาจจะไม่ได้เจอหน้าลูกคนนี้อีกตลอดไป..

อันที่จริงนายจางกับเพื่อน ๆ ได้ร่วมกันวางแผนหนีออกจากคุกมาได้สักพักหนึ่งแล้ว เพียงแต่ว่าเขายังไม่ได้เริ่มลงมือ แต่ในเมื่อเขาได้ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไปแล้ว ทำให้เขาไม่มีอะไรต้องคิดเป็นห่วงหรือกังวลอีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจจะแหกคุกในเร็ววันนี้ แต่ก่อนที่เขาและพรรคพวกกำลังจะเริ่มดำเนินการตามแผนนั้น ปรากฏแม่ของนายจางเฉียงก็มาเยี่ยมหาเขาที่เรือนจำพอดี เมื่อเขาพบกับแม่ตัวเองที่ไม่ได้เจอกัน 1 ปีเต็ม ๆ เขาแทบจำแม่ตัวเองไม่ได้เลย แม่เปลี่ยนไปเยอะมากทีเดียว ผมหงอกขาวทั่วทั้งหัว ทั้ง ๆ ที่แม่อายุแค่ 50 กว่าปีเท่านั้น แถมยังผอมซูบจนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงยืน เสื้อผ้าทั้งตัวก็สกปรกขาดวิ่น รองเท้าแตะที่สวมใส่มาก็ชำรุดจนแทบจะใช้ไม่ได้ สภาพของแม่เขานั้นไม่ต่างอะไรกับคนไร้บ้านหรือขอทานที่เดินเร่ร่อนตามท้องถนนเลยทีเดียว

เมื่อทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกันในห้องเยี่ยม จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาจากใบหน้าของแม่นายจาง แม่พูดว่า “แม่ได้รับจดหมายของลูกแล้ว อย่าโทษพ่อแม่เลยนะที่ไม่ได้มาเยี่ยม ตอนนี้พ่อของแกป่วยหนัก แม่ต้องดูแลพ่อ เรือนจำนี้ก็ไกลบ้านมากด้วย...”

นายจางก็สังเกตเห็นว่าฝ่าเท้าของแม่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลและมีเลือดออก อีกทั้งยังบวมมากด้วย เขาจึงถามว่า “แม่..เท้าเป็นอะไร ? ไปทำอะไรมาถึงทรุดโทรมได้ขนาดนี้ ??”

ทันใดนั้นผู้คุมห้องขังก็พูดขึ้นมาว่า “แม่ของแกเดินมาจากเขาตั้งหลายร้อยกิโล รองเท้าก็เลยมีสภาพแบบนี้แหละ” นายจางตกใจมากที่รู้ว่าแม่เดินมา ซึ่งระยะทางจากบ้านมาถึงเรือนจำรวมแล้วกว่า 400 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็นทางลงเขาอีกด้วย นายจางน้ำตาซึมแล้วมองไปที่ฝ่าเท้าของแม่ และพูดว่า “แม่ ทำไมถึงไม่ขึ้นรถทัวร์มา แล้วทำไมไม่ซื้อรองเท้าสักคู่ล่ะ?”

แม่นายจางรีบเก็บเท้ามาไว้ที่ใต้โต๊ะทันที และพูดขึ้นมาว่า “ไม่เห็นจะต้องนั่งรถมาเลย แค่เดินมาก็ได้แล้ว ปีนี้มีโรคระบาด หมู่ที่บ้านเราเลี้ยงไว้ตายหมดทุกตัว ส่วนพ่อแกก็ล้มป่วยหนัก แม่ต้องใช้เงินเยอะมากไปรักษาพ่อ พ่อแกร่างกายไม่ค่อยดีเลยไม่ได้มาหาวันนี้ ที่จริงพ่อกับแม่ก็อยากจะเยี่ยมลูกตั้งนานแล้ว แต่เพราะยังเก็บเงินได้ไม่พอ ลูกอย่าเพิ่งโทษพ่อกับแม่เลย...”

นายจางถามว่า “แล้วพ่ออาการดีขึ้นบ้างหรือยัง?” แม่นั่งนิ่งเงียบอยู่นาน จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “พ่อใกล้หายแล้ว เขาฝากมาบอกว่าไม่ต้องห่วงเขามาก ให้ปรับปรุงตัวและสำนึกผิดในสิ่งที่แกกระทำไว้ให้ดีก็พอ”

ทันใดนั้นสัญญาณออดก็ดังขึ้น นั่นหมายความว่าเวลาเยี่ยมนักโทษได้หมดลง ผู้คุมเรือนจำก็เข้ามาเตือนให้ออกไปจากห้อง เขาพูดว่า “ไม่ต้องร้องไห้แล้วยาย แม่มาเยี่ยมลูกนี่เป็นเรื่องดีนะ ร่าเริงหน่อย นี่เป็นรองเท้าที่เรือนจำเตรียมไว้ให้ ใส่รองเท้าคู่นี้เดินกลับบ้านนะ อย่าปล่อยให้เท้าเจ็บแบบนี้ แล้วนี่หอบอะไรมาเยอะแยะ หอบของกินมาให้ลูกชายเยอะเลยสินะ ไหนผมขอตรวจดูก่อน...”

ผู้คุมเรือนจำพูดยังไม่ทันจบ ทันใดนั้นกระเป๋าสะพายข้างใบเก่าของแม่ก็หล่นลงสู่พื้นดังตุ้บ ข้าวของภายในที่เต็มไปด้วย หมั่นโถว และพวกอาหารกระป๋องอีกนิดหน่อย ได้ตกกระจายลงบนพื้น ซึ่งไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกว่าอาหารเก่า ๆ เหล่านี้ แม่น่าจะไปเก็บมาจากข้างทางหรือกองขยะ และยังมีกระปุกขวดโหลสีใสที่ภายในบรรจุทรายเอาไว้กลิ้งตกลงมาอีกด้วย แม่รีบไปเก็บกระปุกใบนั้นขึ้นมากอดไว้ ผู้คุมเรือนจำถามว่า “ในขวดนั้นมีอะไร” แม่ส่ายหัวตอบว่าไม่มีอะไร

ทันใดนั้นแม่ก็ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น ร้องไห้และพูดว่า “นี่คือเถ้ากระดูกของพ่อแก พ่อทำงานหนักมากเพื่อจะได้เก็บเงินเดินทางมาเยี่ยมแก ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนป่วยตายไปไม่นานนี้... ก่อนตายพ่อบอกให้เอาเถ้ากระดูกนี้มาเยี่ยมแกด้วย ถือว่าเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้าย พ่อแกจะได้ไปสู่สุขคติ...”

นายจางล้มทรุดตัวลงไปคุกเข่าบนพื้น และพูดว่า “พ่อครับ ผมจะปรับปรุงตัว!!” นายจางพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบพร้อมกับร้องไห้เสียงดัง เสียงของนายจางดังกึกก้องไปทั่วทั้งเรือนจำ..

แม้ว่าลูกจะเคยทำผิดเพียงใด แต่ความรักจากผู้เป็นพ่อแม่ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าอย่างไรคุณก็ยังเป็นลูกของพวกท่านวันยังค่ำ... บางครั้ง... คุณอาจมีความรู้สึกรำคาญเสียงบ่นของพ่อแม่คุณ บางครั้ง... พวกท่านอาจจะพูดมากไปเสียหน่อย แต่จงอย่าลืมว่าบนโลกใบนี้ ไม่มีใครที่จะรักคุณโดยปราศจากเงื่อนไขได้เท่าพวกท่านได้อีกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ตาม จงอย่าลืมพวกเขา หมั่นโทรหาพ่อแม่บ้าง เพราะว่าเมื่อคุณอยู่ห่างไกลบ้าน พวกท่านก็จะเป็นห่วงคุณเสมอ...

ที่มา : LIEKR,ที่มา:siamvariety

Powered by Blogger.