"ฉันชอบท่านจะเอาพระรูปนั้นไปทำผัว!!!!" เมื่อผีตายทั้งกลม จะเอาหลวงปู่แหวน ไปเป็นสามี เหตุการณ์ผีสิงครั้งใหญ่ที่ทำเอาหลวงปู่ตื้อเกือบลงมือทำสิ่งนี้!???!



สอนผีสาวตายทั้งกลม

นี่เป็นเรื่องเล่าจากหลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก สมัยที่เพิ่งจะมาปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่ตื้อใหม่ มีอยู่วันหนึ่งด้วยความสงสัยจึงถามหลวงปู่ตื้อว่า “หลวงปู่ ครับ มีผีจริงหรือเปล่า?”

หลวงปู่ตื้อตอบแบบฟันธงว่า “อ้าว...มีซิ ถ้าสงสัยไปถามท่านแหวนดูก็ได้ ผีมีจริงนะ...”

วาสนาทางธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของหลวงปู่ตื้อนึ่ง คือ ชอบรู้สิ่งต่างๆ สิ่งเร้นลับ เช่น ภูติผีวิญญาณ เปรต กายทิพย์ เทวดา ต่างๆเป็นต้น ซึ่งเรื่องเล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยในหมู่นักปฏิบัติ เพราะเราล้วนอยู่ในภพภูมิของการเวียนว่ายตายเกิดล้วนเต็มไปด้วยสรรพสัตว์ที่เร่าร้อนแห่งกองทุกข์อยู่ในทุกภพภูมิ

เวลาพระเถระผู้ใหญ่เล่าเรื่องนี้ที่ไหน บรรดาลูกศิษย์ที่ฟังจะตาสว่างลุกโพล่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนก็อยากจะได้วิชาเห็นของเหล่านี้ หลวงปู่ตื้อมักจะบอกว่า

“เกี่ยวกับพวกกายทิพย์นี้ ล้วนแต่น่าอัศจรรย์ เพราะเป็นเรื่องที่นอกเหนือที่มนุษย์ธรรมดาสามัญจะรู้ได้ แต่สำหรับผู้สนใจใฝ่รู้ในด้านการปฏิบัติตามแนวทางพระพุทธศาสนาแล้วก็เชื่อมั่นว่าเป็นความจริง เช่นพวกกายทิพย์ เทวดา ผีสางนางไม้ สัตว์นรกและเปรตต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีจริง สามารถสัมผัสรู้เห็นได้ ถ้าเรามีการฝึกฝนด้านจิตใจจนมีความละเอียดเพียงพอ”

หนึ่งในเรื่องปราบและอบรมผีที่โด่งดัง คือเรื่องสมัยแรกๆที่หลวงปู่ตื้อและหลวงปู่แหวนเพิ่งจะออกธุดงค์ใหม่ๆพร้อมๆกัน ตอนั้นหลวงปู่ทั้งสองท่านยังไม่ได้พบหลวงปู่มั่น เดินธุดงค์ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อไปพม่า แล้ววกกลับทางกอกะเรกอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ระหว่างทางขากลับไปเจอศาลาเก่าๆหลังหนึ่งกลางป่า ไม่มีคนอยู่อาศัย พอเดินธุดงค์จนถึงที่นี้จึงหยุดพักเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง จึงต่างแยกย้าย แขวนกลดคนละมุมศาลา

คืนนั้นหลวงปู่ตื้อเข้านอนในกลดคนละมุมกับหลงปู่แหวนท่านเล่าว่า “เรานอนอยู่มุมหนึ่ง ท่านแหวนก็นอนอยู่มุมหนึ่ง คืนแรกสบายดี จนรุ่งเช้าก็ออกบิณฑบาต ได้อาหารมาแล้วก็กลับมาฉันที่ศาลา”พอรุ่งเช้าหลวงปู่ตื้อและหลวงปู่แหวนตื่นตามปกติ และออกไปบิณฑบาตได้อาหารกลับมายังศาลา ทั้งสองท่านได้วางข้าวของและบาตรลง ทันทีทันใดปรากฏว่าหลวงปู่แหวน เอามือยันไปข้างหน้ากับพื้นกระดาน ขากรรไกรแข็งหมด ท้องแข็งหมด น้ำลายไหลไม่หยุด

ตอนแรกเลย หลวงปู่ตื้อคิดว่าสหธรรมิกของท่านไม่สบายเป็นลม จึงเรียกหลวงปู่แหวน “เอ...ท่านแหวนๆ เออ...ก็ไปบิณฑบาตกลับมาดีๆ อยู่นี่นะ เอาแล้วซี”

แต่พอจิตของหลวงปู่ตื้อเข้าที่ ทำจิตดูก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลวงปู่แหวน “นี่มันผีนี่นะ”

พอรู้ว่าเป็นฝีมือของผี แต่หลวงปู่ตื้อไม่กลัวผี แม้ท่านจะเห็นผี แต่ยังมือใหม่ด้านการปฏิบัติทางจิต ไม่รู้วิธีจัดการกับผี หรือคาถาปราบผีใดๆ สิ่งแรกที่ทำคือ “ด่าผีให้สำนึกเลยว่า แต่ผีมันไม่กลัวคำด่า”

หลวงปู่ตื้อเห็นว่าผีไม่กลัว เลยต้องหาอุบายใหม่ ไปหยิบเอาใบไม้แห้งๆมาเป็นฟืนมากองแล้วจุดไฟ อาดินแห้งๆ ก้อนโตๆ มาเผา เผาจนแดง แล้วก็เอาไม้มาคีบ ทำเป็นเหมือนคีมหนีบยื่นเข้ามา

พร้อมขู่ว่า “เอาละ ถ้าไม่ออกจากร่างพระสงฆ์องคเจ้า ไม่เกรงกลัวบาปกรรมละก็ เราจะเผาให้ตายจริงๆเอาละ ถ้าหากไม่ไปนะ จะเอาดุ้นฟืนที่ติดไฟแดงๆ นี่เผาเสียเลย ผีมันไม่กลัวไฟให้มันรู้ไปซี ”

ระหว่างที่ขู่ผี หลวงปู่ตื้อยื่นดินเผาร้อนไปเบื้องหน้าผี ผีเจอพระนักเลง พูดจริงทำจริง ด่าจริง “เอาละนะ วันนี้ถ้าเจ้าไม่ออกไป ข้าจะเอาตายเลยวันนี้ว่ะ..มาเล่นกับตาตื้อหรือไง เอาละ...”

พอเอื้อมดินจะจี้ลงบนหัวของหลวงปู่แหวนจริงๆ เท่านั้น ผีแผ่นออกจากร่างหลวงปู่แหวนเลย พอหลวงปู่แหวนขยับตัวได้ ท่านบอกว่า “บ๊ะผีนี่ มันจะเอาตายจริงๆ นะ ท่านตื้อ!”

วันนั้น พอฉันอาหารและล้างบาตรเรียบร้อย หลวงปู่แหวน เก็บกลด ห่มผ้า แล้วออกธุดงค์เดินต่อไปไม่ค้างต่อที่นี้อีกคืน แต่ทว่าหลวงปู่ตื้อไม่ยอมไป กลับบอกเพื่อนสหธรรมิกว่า “ไปรอข้างหน้านะ ผมจะจัดการกับผีตัวนี้ให้ได้”

หลวงปู่แหวนจึงตอบว่า “ท่านตื้อ จะอยู่ก็อยู่ไปเถิด ผมไปก่อน”

หลวงปู่ตื้อตอบว่า “เอาเถิดๆ ไปรอข้างหน้าก่อน ผมจะพิสูจน์กับผีสักหน่อย แล้วจะตามไป”

ในคืนนั้น หลวงปู่ตื้อเตรียมตัวเจอผีตนนั้น นั่งสวดมนต์ภาวนาจนจิตสงบ เกิดความสว่างในจิตไปทั่ว เมื่อจิตสว่างกระจ่างใส จึงปรากฏเป็นผีผู้หญิงเดินเข้ามาหาอย่างไม่เกรงกลัวพระ หลวงปู่ตื้อจึงเพ่งจิตใส่ผีสาวแล้วสั่งว่า

“หยุด เจ้าไม่รู้จักพระสงฆ์ผู้มีศีลมีธรรมเลยจริงๆ เจ้าจะเอาอะไร? เจ้ามาจากไหนวะ? เจ้าผีร้าย”

ผีสาวตนนี้ สมัยก่อนดินแดนชายแดนแถบนั้น รกร้างห่างไกลชุมชนโดยเฉพาะห่างไกลพระภิกษุสงฆ์ พวกเขาส่วนใหญ่ไม่รู้จักพระ รู้จักแต่การนับถือผีตามธรรมเนียม ผีสาวตนนั้นตอบว่า

“ใช่แล้ว ฉันเป็นผีตายทั้งกลม ลูกตายในท้อง เขาเอามาฝังไว้ที่นี่”

หลวงปู่ตื้อถามเพื่อให้แน่ใจ “อ้าว ! เจ้าใช่ไหมที่ทำพระสงฆ์ท่าน?”

ผีสาวตอบ “ใช่ ! ”

หลวงปู่ตื้อสอนว่า “แล้วทำท่านทำไม บาปกรรมรู้ไหม?”

ผีสาวบอก “ดิฉันชอบพระรูปนั้น ท่านสวย ท่านหล่อดี ฉันชอบท่าน จะเอาพระรูปนั้นไปทำผัว”

หลวงปู่ตื้อได้ฟังเช่นนั้น ก็นึกในใจว่า “โอ. ท่านแหวนนี่มีเสน่ห์หลายนะ ผีจะเอาทำผัวน่ะ เกือบมิล่ะ...” จากนั้นหันมาสอน โปรดผีสาวว่า

“เจ้ามันเป็นบ้านะเออ พระเจ้าท่านมาหาบำเพ็ญภาวนา หาศีลหาธรรม ละเว้นกิเลสตัณหา จะมาเอาท่านเป็นผัว เป็นบาปกรรมนะ เวลานี้เจ้าก็เป็นเปรตเป็นผีอยู่จะให้ตกนรกมากกว่านี้หรือ

ตั้งแต่นี้ต่อไป เจ้าจงอย่าทำพระป่าพระธุดงค์นะ เห็นท่านก็อนุโมทนาสงเคราะห์ท่านซี จะได้ไปเกิด... เอาเจ้ารับศีลเดี๋ยวนี้..”

หลวงปู่ตื้อสอนให้ผีสาวรับศีล เท่ากับให้ผีสาวรู้จักพระไตรสรณคมน์อันประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณอันประเสริฐ ถ้าผีสาวมีวาสนาทางธรรม การน้อมรับศีลและรับว่ามีไตรสรณคมน์เท่านั้นที่จะพาออกจากห้วงทุกข์ได้ จิตใจของผีสาวจะอ่อนลงด้วยกระแสธรรม ปรากฏว่า ผีสาวตนนี้

“รับศีลเลย ยอมรับการสอนศีลห้าของหลวงปู่ตื้อ จนทำให้ผีสาวตัว ลดละทิฏฐิลง ยอมรับความดีงาม”

เมื่อหลวงปู่ตื้อเห็นความก้าวหน้าทางจิตของผีสาวจึงเมตตาอยู่ที่ศาลาไม้เก่าเดือนหนึ่งเพื่อโปรดสัตว์ ท่านอธิบายว่า “อยู่สอนผีตนนั้นให้รู้จักทำดีบ้าง อย่างน้อยก็จะเป็นวิสัยตามส่ง เราก็แผ่เมตตาให้ ทำบุญให้บ้าง จนผีผู้หญิงนี้ค่อยๆ สุขสบายขึ้น”

หลวงปู่ตื้อมักจะบอกว่า ปกติวิญญาณที่อยู่ติดที่ หรือตายแล้วไม่ไปไหน ยังลอยวนเวียนอยู่เพราะพวกเขายังยึดติด ไม่เข้าใจธรรมะ ถ้าเพียงเขาเข้าใจหลักธรรม ไม่ยึดติดคลายความยึดมั่น เขาจะละวางไปยินดีที่จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิใหม่ นี่คือความงดงามของจิตใจหลวงปู่ตื้อตั้งแต่สมัยแรกๆที่เริ่มออกธุดงค์และยังคงปฏิบัติจนละสังขารเพื่อโปรดญาติโยมให้พ้นจากทุกข์

ที่มา : tnews,ที่มา:siamvariety

Powered by Blogger.