ยาวหน่อยแต่อ่านเถอะ!!!!...เรื่องเล่าจากชายแดนใต้..."นี่ใช่จดหมายที่หนูเขียนถึงในหลวงใช่ไหม"...แล้วความงดงามก็บังเกิดขึ้นกับเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน(รายละเอียด)!!



เมื่อวันที่ 19 ต.ค.59 ในโลกออนไลน์ มีการแชร์โพสต์จากเฟซบุ๊กส่วนตัว ของผู้ใช้ชื่อ "ศอลาฮุดดีน อัลฟาฏดอนี" ซึ่งโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประสบการณ์ทีได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" มีข้อความดังนี้

" ขออนุญาตชี้แจงเพื่อนในเฟสบุ๊ค โปรดทำความเข้าใจ "

เฟสบุ๊คนี้ ผมตั้งค่าเป็นสาธารณะ (public) เพื่อเปิดกว้างสำหรับ "ทุกคน" ที่จะเข้ามาพูดคุย หรือเสพย์ความรู้ (ถ้าคิดว่ามี)

เฟสบุ๊คนี้ เป็นเฟสส่วนตัวของผม ผมยอมรับว่าเฟสบุ๊คไม่ใช่พื้นที่สงวนส่วนตัว แต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต และที่สำคัญต้องมีมารยาทในการใช้งานในการปฏิสัมพันธ์กัน (ตามระดับความสัมพันธ์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราเข้ามาในบ้านใคร เราต้องให้เกียรติเจ้าของบ้าน ถึงแม้ว่าเจ้าของบ้านจะเปิดประตูรั้วให้คุณเข้ามานั่งเล่นในบ้านได้ ก็ตามที มารยาท และการให้เกียรติ นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ผู้เข้าสังคม จะต้องมีติดตัว

ช่วงนี้การใช้งานแอพลิเคชั่นในโซเชียลของผม จะเน้นหนักในการลงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของในหลวงภูมิพล และพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องด้วยอยู่ในช่วงอาลัยต่อการจากไป (สวรรคต) ของพระองค์ ดังเช่นพสกนิกร "ส่วนมาก" ของประเทศ
ด้วยสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างทิ้งไว้ให้แก่ประเทศชาติ และราษฎรของพระองค์ อย่างมากมาย ชนิดที่ว่าถ้านำเรื่องราวของพระองค์มานั่งพูด 3 วัน 3 คืน ผมคิดว่าก็คงพูดไม่หมด ซึ่งเรื่องนี้ "คนไทยทราบดี"
ประกอบกับด้วยส่วนตัว ครอบครัวผม มีความผูกพัน บิดาของผมรับราชการตำรวจ อยู่ สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส (เสียชีวิต ปี 2544) ท่านได้มีโอกาสรับเสด็จ พระองค์ท่าน และพระบรมวงศานุวงศ์ มาตลอดเมื่อสมัยยังมีชีวิต ผมเองก็มีภาพติดตาตอนตามพ่อไปอารักขาริมทางอยู่บ้าง และโดยส่วนตัวเมื่อโตมาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน และพระบรมวงศานุวงศ์ มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครั้นสมัยที่เรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่ โรงเรียนวรคามินอนุสรณ์ (ว.อ.) ที่ผมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในจังหวัดปัตตานีที่ขึ้นชื่อมากในสมัยนั้น สมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาที่โรงเรียนทุกๆ 2 ปี เด็ก วอ. รุ่นๆผมน่าจะจำได้ และผมก็เคยมีโอกาสบรรเลงดนตรีอังกะลุง ถวายต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพฯ เมื่อศึกษาจบปริญญาตรี ที่ ม.ราชภัฏยะลา (มรย.) ก็ได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ของเจ้าฟ้าชายฯ (รัชกาลที่ 10)

หลังจากบิดาผมถูกโจรลอบยิงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 20.45 น. มารดาผมซึ่งเป็นแม่บ้านมาตลอด ไม่เคยทำงานนอกบ้าน ต้องออกมาทำงานหาเงินเอง โดยที่ ลูกๆ 5 คน ยังเรียนหนังสือทุกคน ตอนนั้นผมเพิ่งจบ ม.6 สดๆร้อนๆ จากโรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล (ช.ป.น.) ยังไม่รับใบ รบ. เลยด้วยซ้ำ ไม่อยากเรียนต่อ อยากแก้แค้นคนที่ทำพ่อ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนต่อ เพราะพ่อเคยพูดกับผมเสมอว่า "ความฝันของพ่อ ลูกๆ ทุกคนต้องจบปริญญาตรี เป็นอย่างต่ำ" ตอนนั้นในตระกูลผมยังไม่เคยมีใครเรียนจบปริญญา เพราะตระกูลผมเป็นตระกูลค้าขาย คุณย่าเปิดร้านอาหารตามสั่งที่ตลาดโต้รุ่ง ปัจจุบันลูกหลานแยกมาเปิดอีกหลายร้าน

หลังจากพ่อเสียชีวิต แม่ผมต้องออกมาขายของตามตลาดนัด ผมตัดสินใจไปศึกษาต่อในระดับอนุปริญญา ที่ ร.ร.หาดใหญ่บริหารธุรกิจนานาชาติ (H.I.) ผมจะกลับบ้านทุกเสาร์-อาทิตย์ มาช่วยแม่ขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง (โชเลย์) ไปตลาดนัด เห็นแม่ทำงานตอนนั้น ผมแอบร้องไห้ตลอด อยากเรียนจบเร็วๆ แม่จะได้ไม่ต้องทำงานเหนื่อยๆแบบนี้ ที่บ้านจะส่งเงินมาให้ใช้สัปดาห์ละครั้ง บางสัปดาห์เงินหมดเกลี้ยง ผมไม่เคยโทรไปขอเพิ่ม ไม่ยืมเงินเพื่อน (ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆ) อาหารที่ประทังชีวิตผมได้ดีที่สุดตอนนั้น คือ ข้าวเหนียว 1 ห่อ กับหนังไก่ทอด 1 ห่อ รวมกัน 10 บาท (ผมพักอยู่หาดใหญ่ใน รถเข็นขายไก่ทอดมีเพียบ)
มีครั้งหนึ่งผมไม่มีเงินเลย ติดสุดสัปดาห์ ศุกร์ - อาทิตย์ ผมกินแต่น้ำก๊อกประปา จนถึงวันจันทร์ ที่บ้านก็โอนเงินมาให้ปกติ ผมเล่าเรื่องนี้ให้บางคนฟัง บางคนไม่เชื่อว่ามนุษย์จะทำได้ แต่ถ้าคุณเคยถือศีลอด คุณทำได้ครับ (มนุษย์ขาดอาหารได้หลายวัน แต่จะขาดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน)

หลังจากที่แม่ทำงานหนักในตอนนั้น น้องสาวผมคนเล็ก ตอนนั้นเรียนอยู่ระดับชั้นประถม ที่โรงเรียนอามานะศักดิ์ ด้วยความเป็นเด็ก สงสารแม่ เห็นแม่เหนื่อย ไม่รู้จะช่วยยังไง น้องเลยเขียนจดหมายถึงในหลวงภูมิพล บอกเล่าเรื่องราวความลำบากของแม่ หลังจากที่พ่อเสียชีวิต โดยระบุผู้รับหลังจดหมาย "ถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" แค่นี้เองครับ แล้วไปหยอดตู้ไปรษณีย์ โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย...

จนมาวันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่จากศาลากลางจังหวัดปัตตานี มาพบแม่ที่บ้าน (มาตามที่อยู่จดหมาย) บอกว่าให้ไปพบนิติกรจังหวัด ที่ศาลากลาง และให้นำตัวลูกสาวคนเล็ก (แจ้งชื่อน้องที่เขียนจดหมาย) ไปพบด้วย แม่เลยโทรหาผมชวนผมไปเป็นเพื่อนด้วย พอไปถึงศาลากลาง เจ้าหน้าที่หยิบจดหมายออกมา ผมกับแม่ก็งงว่าคือจดหมายอะไร? จากนั้นเจ้าหน้าที่หันไปถามน้องสาวผมว่า "นี่ใช่จดหมายที่หนูเขียนถึงในหลวงไหม?" น้องสาวผมผงกหัว แล้วตอบ "ค่ะ"
เจ้าหน้าที่ตอบว่า "ในหลวงทรงทราบ และทางสำนักราชเลขาได้แจ้งเรื่องนี้กลับมายังจังหวัด"
แม่ผมหันไปมองหน้าน้องสาว แล้วร้องไห้ตรงนั้นทันที

และพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้รับส่วนตัวไม่อาจลืมได้เลยในวันที่ชีวิตผมถูกบททดสอบที่ยากลำบากที่สุด ผมก็ได้รับโอกาสจากในหลวงภูมิพล อีกครั้ง และไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีโอกาสมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ เหมือนบิดาของผม ถึงผมจะไม่ได้รับราชการเป็นตำรวจเหมือนพ่อ แต่เครื่องแบบของผม ก็เป็นเครื่องแบบพระราชทานจากในหลวงภูมิพล
และเรื่องอุดมการณ์ในการทำงาน ถึงผมจะทำงานคนละสายอาชีพกับพ่อ แต่ผมมั่นใจว่าผมมีอุดมการณ์ไม่น้อยไปกว่าพ่อแน่นอน

บางคนบอกผมว่า คุณเป็นมุสลิม ทำไมต้องรักกษัตริย์ที่ไม่ใช่มุสลิมมากมายขนาดนี้ แล้วคุณรักกษัตริย์มุสลิมไหม ?
- ประเด็นการที่ผมรักและอาลัยต่อการจากไปของท่าน มันไม่เกี่ยวว่าผมนับถือศาสนาอะไร มันไม่เกี่ยวว่าท่านนับถือศาสนาอะไร ผมเคารพรักท่านในฐานะที่ท่านเป็นกษัตริย์ที่ทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง และราษฎรมากมาย ท่านรักราษฎรทุกคน ท่านช่วยราษฎรทุกคนที่เดือดร้อน ที่เข้าหาท่าน แม้แต่นักโทษในเรือนจำท่านก็พระราชทานอภัยโทษให้โดยไม่แบ่งแยก ถ้าไปจำคุกในต่างประเทศจะได้โอกาสได้สิทธิแบบนี้ไหม ?
ในหลวงภูมิพลท่านไม่เคยแบ่งแยกราษฎรว่าใครนับถือศาสนาอะไร ใครชาติพันธุ์อะไร ท่านช่วยหมดทุกคน เพราะทุกคนคือราษฎรของท่าน ในส่วนความศรัทธาของท่านนั่น ไม่เกี่ยวกับผม อันนี้คนละเรื่องกันต้องแยกให้ออก และผมเกิดมาในแผ่นดินนี้ เกิดมาก็มีแต่ ร.9 ที่ทำอะไรให้ตั้งมากมาย จะให้ผมไปรักกษัตริย์ประเทศอื่น ให้ผมเอาความรักความผูกพันตรงไหนไปรักเขาล่ะครับ ? ในเมื่อเขาไม่เคยทำอะไรให้ผมเลย มองแบบในฐานะมนุษย์ด้วยกันนะครับ อย่าเอาเรื่องความเชื่อเข้ามาเป็นข้ออ้าง เพราะเวลาในหลวงช่วยราษฎร ท่านก็ไม่ได้มองเรื่องใครนับถืออะไร ตอนผมเดือดร้อน ไม่มีกษัตริย์องค์ไหนมายื่นมือช่วยเหลือ ทุนต่าง ๆ สวัสดิการต่าง ๆ ตอนน้ำท่วมก็มีแค่ถุงพระราชทานจากในหลวง เท่านั้น ไม่มีจากกษัตริย์องค์ไหนเช่นกัน แล้วคุณจะให้ผมไปรักกษัตริย์ประเทศอื่นได้ไง ?

ในหลวงให้ความยุติธรรมกับทุกศาสนา ให้ทำตามศรัทธาและความเชื่อ ประกอบศาสนกิจได้เต็มที่ ตราบใดที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองคุณจะสร้างมัสยิดที่ไหนก็ได้ท่านไม่เคยว่าไม่เคยห้าม คุณจะละหมาดกี่เวลาท่านก็ไม่ว่า คุณจะถือศีลอดท่านก็ไม่ห้าม คุณจะจัดงานเมาลิดท่านก็สนับสนุน คุณจะไปทำฮัจญ์ท่านก็ให้รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ คุณจะออกดะวะห์ทั่วทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ ท่านก็ไม่ได้ห้ามเลย ฯลฯ

ในบางประเทศที่เป็นประเทศมุสลิมเองแท้ๆ ยังไม่ได้สิทธิมากมายขนาดนี้เลย คุณรู้มั้ย ? แต่บางคนไม่รู้อะไรเลย อยู่แค่ในรั้ว ฟังคนไม่กี่คนพูดแล้วก็เชื่ออะไรเป็นตุเป็นตะ ชอบฟังข่าวลือ ตัดสินคนอื่นจากข่าวลือ ติดอยู่กับวังวนในอดีต ถูกปลูกฝังให้มีแต่ความเกลียดชัง ความอคติ แยกแยะไม่ได้กับเรื่องในปัจจุบัน มองปัญหาแบบยกเข่ง เหมารวม

ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้คือผมผ่านจุดนั้นมาแล้ว บางคนบอกว่า ใช่สิคุณทำงานในหน่วยงานราชการ ผมถึงคิดแบบนี้ ขอตอบว่าไม่เกี่ยวเลย คนของรัฐ (บางคน) ที่มีความคิดแบบที่กล่าวมาข้างต้นก็เยอะครับ และกลับกันราษฎรที่คิดแบบผมก็มีเยอะครับ เพราะอะไร ? เพราะศาสนาอิสลามมีเหตุและผล แต่ที่ไม่มีเหตุและผลคือตัวศาสนิกตะหาก ถ้าเรามีความยุติธรรม ดำเนินตามคำสอนศาสนา โดยปราศจากเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ก็ไม่มีปัญหา
แบบอย่างจากท่านนบี ที่ปฏิบัติต่อผู้ไม่ใช่มุสลิมก็มีให้เห็น
บางคนมีความเชื่อที่ว่า มุสลิมสามารถเอาเปรียบคนต่างศาสนิกได้ ถือว่าไม่เป็นไร ฆ่าคนต่างศาสนิกได้ ถือว่าไม่บาป ถามจริงๆนะคำสอนแบบนี้เอามาจากไหน ? มันไม่มีนะครับที่ศาสนาอิสลามสอนแบบนี้ ศาสนาอิสลามสอนให้มีความยุติธรรม ความเมตตา การให้อภัย ความสามัคคี การให้ความช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน เป็นลูกหลานนบีอาดัม กันทั้งนั้น คำสอนและความเชื่อที่ให้จงเกลียดจงชังคนต่างศาสนา คิดว่ามันยุติธรรมไหม ? เขาเลือกเองหรอครับว่าจะเกิดมาเป็นคนต่างศาสนา ? แล้วตัวคุณ คุณเลือกเองหรือเปล่าว่าจะเกิดมาเป็นมุสลิม ? ทั้งเราและเขาไม่มีใครเลือกได้ อัลลอฮฺ เป็นผู้เลือก อัลลอฮฺเป็นผู้กำหนด ทุกอย่างคือบททดสอบ ถ้าอัลลอฮฺ กำหนดให้คุณเกิดมาเป็นคนต่างศาสนา แล้วคนมุสลิมบอกว่ามีความชอบธรรมที่จะเอาเปรียบคุณได้ และฆ่าคุณได้โดยตัวเขาไม่บาป คุณจะรู้สึกอย่างไร ? คุณจะมองศาสนาอิสลามอย่างไร ? ลองเอาไปคิดดูครับ

แล้วสำหรับคนอีกประเภทที่ไม่ภูมิใจในความเป็นราษฎรไทย ประเภทปากว่าตาขยิบ คนแบบนี้นิสัยไม่น่ารัก นิสัยไม่ดี ถ้าเอามาเป็นเพื่อนสนิท ถือว่าคบไม่ได้ เพราะมีจิตใจคด บูดเบี้ยว ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ถ้าเป็นผมนะ ผมมีความรู้สึกแบบคนประเภทนี้นะ ผมไม่ถือสัญชาติไทยแล้วครับ ผมเอาบัตรประชาชนของผมไปคืนที่ว่าการอำเภอที่ออกบัตรให้ผมแล้ว และไปขอสัญชาติประเทศที่ผมพอใจจะเป็นประชากรของเค้า อยากจะถามจริงๆคุณไม่กระดากใจคุณมั่งหรอ คุณด่าสัญชาติไทย อย่างนั้น อย่างนี้ แต่ตัวคุณถือบัตรประชาชนไทย ถือพาสปอร์ตไทย ฯลฯ คุณไม่ละอายใจตัวเองเลยหรือ ? มันจะเข้าสุภาษิตที่ว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง " แต่ถ้าคนที่ด่าแล้วถือสัญชาติอื่นไปแล้วผมโอเคนะ อันนี้เต็มที่ไปเลยครับ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่บางช่วงของชีวิตที่ผมนำมาเล่าให้ฟังเท่านั้น เพื่อคนที่สงสัยในตัวผม สำหรับบางคนคุณจะตาบอดใจบอด หรือไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับประเทศนี้ กับกษัตริย์ นั่นคือในส่วนของคุณ ต่อในส่วนของผมมีความผูกพัน และผมแยกแยะได้ ผมมีเหตุและผลในสิ่งที่ผมทำและในสิ่งที่ผมเลือก ผมใช้ข้อเท็จจริงในการนำมาเป็นเหตุผลในการเลือก และทำ ไม่ได้ใช้อคติมาเป็นเหตุและผลในการเลือก และทำ

บางคนบอกว่าผมเสียอุดมการณ์เดิม เปลี่ยนจุดยืน ไม่เลยครับผมไม่ได้เสียอุดมการณ์และเปลี่ยนจุดยืน ผมยังมั่นคง ยืนหยัดเหมือนเดิม เพียงแต่ผมใช้เหตุผลมากขึ้น และเน้นเรื่องความยุติธรรมมากขึ้น
บางคนชอบเรียกร้องความยุติธรรม ต้องการความยุติธรรม แต่ตัวเองไม่เคยมอบความยุติธรรมให้ผู้อื่นเลย ด่าว่าเขาอย่างไร แต่ตัวเองก็ทำอย่างเขา ผมงงกับคนแบบนี้จริง ๆ

ท้ายนี้ ทั้งหมดนี้คือในมุมส่วนตัวของผม เพื่อนคนอื่นอาจมีมากกว่าผม หรือบางคนอาจมีน้อยกว่า หรือบางคนแทบจะไม่มีความผูกพันใดๆ เลย นั่นก็อยู่ที่ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน คุณจะเอาตัวคุณความคิดคุณมาเป็นที่ตั้งให้คนอื่นคิดและทำเหมือนกับคุณไม่ได้
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้หากมีข้อโต้แย้ง สามารถคอมเมนท์ได้ แต่ขอให้คอมเมนท์โต้แย้งกับผมด้วยเหตุและผล และแยกแยะเรื่องที่จะโต้แย้งให้ได้ด้วยนะครับ ถ้ามาแย้งแบบเอาอคติเป็นเหตุผล ผมขอนุญาตลบคอมเมนท์ทันที เพราะผมถือว่าเสียเวลาคุยด้วย ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า แต่ถ้ามาแย้งด้วยการนำข้อเท็จจริงมาเป็นเหตุผลผมยินดีเสวนาแลกเปลี่ยนครับ อย่างที่บอกเฟสบุคผมเปิดรับทุกคนผมตั้งค่าเป็นสาธารณะ (public) แต่กระนั้นผู้ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาก็ต้องทำตามกฎ เงื่อนไขของเจ้าบ้านด้วยนะครับ ถ้ารับไม่ได้ก็บ้านใครบ้านมันครับ

#สุดท้าย
ต้องขออภัยด้วยหากช่วงนี้ใครรำคาญการโพสของผม หรือถ้าเห็นว่าขัดหู ขัดตา ขัดใจ ก็อย่าลังเลครับ กดเลิกติดตาม กดลบเพื่อน หรือกดบล็อคเพื่อน ได้เลยครับ ไม่ว่ากันครับ อย่าให้ผมต้องตอบโต้กลับเลย ช่วงนี้ผมไม่อยากด่าว่าใคร เข้าใจกันตามนี้นะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ...

*****************************************************************

" ประเทศไทยได้ถือเป็นนโยบายเสมอมาในการให้ประชาชนพลเมืองมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ชาวไทยทุกคนมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการเลือกนับถือศาสนาใด ๆ ตลอดทั้งการปฏิบัติ บูชา ตามความเชื่อของตน โดยเหตุนี้ผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ กันในประเทศไทย จึงมีชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก"

(พระราชดำรัสในโอกาสที่เอกอัครชาชฑูตแห่งวาติกัน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์ตราตั้ง ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 16 ตุลาคม 2512)

*****************************************************************

ท่านอาจารย์วันมุฮัมมัดนอร์ มะทา สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา เมื่อครั้งเหตุการณ์ที่ได้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ท่านทรงตรัสกับท่านวันนอร์ อย่างนี้ครับ

"อะไรที่ทำได้ก็ทำ อะไรที่ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ"

นั้นหมายความว่าพระองค์ทรงทราบว่า มุสลิมนั้นกราบผู้ใดไม่ได้เลย จะทำให้ตกศาสนา(มุรตัด) จึงทรงตรัสเพื่อให้ท่านวันนอร์ ไม่ต้องเกร็ง ทำตามหลักศรัทธาที่ตัวเองยึดถือ

นี่ไงที่ผมบอกว่าพระองค์เข้าพระทัยคนมุสลิมมากที่สุด แล้วมีเหตุผลอะไรที่ผมไม่รัก "ในหลวง"






ที่มา:headshot.tnews.co.th

Powered by Blogger.