!กำราบฝรั่งไร้มารยาทด้วยความ "ไม่โกรธ"...เรื่องเล่าจากสมเด็จพระราชินี เมื่อครั้ง "ในหลวงร.๙" ถูกนักศึกษาต่างแดนลบหลู่พระเกียรติ!!


หลังการเสด็จสวรรคตของ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ได้สร้างความโศกเศร้าแก่พสกนิกรไทยทั้งแผ่นดิน อาลัยต่อการจากไปของพระมหากษัตริย์ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านไพศาลให้ร่มเงาแก่ประชาชนมานานกว่า 70 ปีแห่งการครองราชสมบัติ ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่โลกต้องจารึกถึงคุณงามความดี ตลอดห้วงเวลาที่พระองค์ทรงงานเพื่อประชาชนมาตลอดอย่างไม่ย่อท้อและเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนในทุกด้าน

ดังเช่นเรื่องการ "เอาชนะความโกรธ" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินาถได้ทรงบรรยายไว้ในบทพระราชนิพนธ์ "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถูกนักศึกษาฝรั่งชาวออสเตรเลีย ดูถูกระหว่างการเสด็จไปในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบอร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๕

**ในอดีตพวกนักศึกษาฝรั่งชาวออสซี่ เคยมาดูถูกพ่อหลวงของเรา**

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปี่ยมไปด้วยพระราชธรรม "อักโกธะ" ข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ข้าราชบริพารในราชสำนัก ซึ่งรับราชการฉลองพระเดชพระคุณอย่างใกล้ชิดมานับสิบๆ ปี ก็ไม่เคยประสบพระราชอัธยาศัย ทรงแสดงพระโทษะจริตเกรี้ยวกราดผู้หนึ่งผู้ใด

พระราชธรรมข้อนี้ได้ถูกทดลองเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนต่างประเทศเป็นทางราชการ เมื่อ พ.ศ.2505 เมื่อเสด็จไปในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบอร์น ประเทศออสเตรเลีย ทรงถูกท้าทายจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรงและไม่เข้าใจพระองค์และเมืองไทยเป็นอย่างดี บ้างก็ถือป้ายที่มีข้อความกล่าวร้ายต่อพระองค์ท่าน บ้างก็ส่งเสียงโห่ปนฮาลบหลู่พระเกียรติ และเกียรติภูมิของชาติไทยอย่างแรง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงบรรยายถึงเหตุการณ์ในวันนั้นได้เห็นภาพอย่างแจ่มชัด ในบทพระราชนิพนธ์ "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" ตอนหนึ่งของพระองค์ว่า

"... ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอกอีกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิวๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย

แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉย....ทันใดนั้นเองคนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน พอเสียงปรบมือเงียบลง คราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีกก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงามและน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิดๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อยๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก

"ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน"

รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟัง อยู่ในหอประชุม ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเลย ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด

ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว

ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิดๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า "ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย"

แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล..."

ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในการแสดงพระราชดำรัส ในสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมในพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉยๆ เจื่อนๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่




ที่มา FB : Nattaphat Peauknapho


ที่มา:News-Lifestyle

Powered by Blogger.