ฟังแล้วขนลุก !!!! แม้พระองค์ยังทรงงานหนัก เปิดใจอดีตองครักษ์ ผู้ถวายฎีกาตัดพ้อพ่อหลวง ว่าแบบนี้ !????



“มาทำอะไรอยู่ที่นี่...”
“…..” นายตำรวจหนุ่มตะลึงงัน...ทำอะไรไม่ถูก ไม่มีแม้แต่เสียงจะเอ่ยตอบคำถาม จากนั้นได้รวบรวมสติค่อยๆ ตอบคำถามเหนือหัวของปวงชนชาวไทยว่า
“ผมมาเป็นครูสอนตำรวจพลร่มครับผม” 
หลังจากสิ้นเสียงพูด นายตำรวจจากกองสันติบาลได้เห็นภาพสุดแสนประทับใจ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแย้มพระสรวล และทรงพระดำเนินผ่านไป...
เรื่องราวความประทับใจนี้...คือครั้งแรกในชีวิตของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจราชสำนัก ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงวางพระราชหฤทัยแต่งตั้งให้เป็น “หัวหน้าตำรวจพระราชสำนักประจำ” ก่อนจะถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน ในการรับเสด็จและเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พล.ต.อ.วสิษฐ ในวัย 84 ปี ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยย้อนความหลังว่า ตอนนั้นตนมียศ พันตำรวจโทสังกัดสันติบาล นอกจากงานประจำที่ทำแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นครูสอนประวัติศาสตร์ด้วย และเมื่อปีนั้นเอง (พ.ศ.2510) ได้ไปสอนให้กับเหล่าตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น ผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เนื่องจากพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงสำราญพระราชอิริยาบถที่บริเวณชายหาด พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และสถานที่ตรงนั้นก็ถูกใช้เป็นสถานที่อบรมพอดี
เมื่อผู้บังคับการค่ายนเรศวรเอ่ยชื่อตน เพื่อแนะนำตัวให้พระองค์ท่านได้ทรงรู้จักเรา แทนที่พระองค์ท่านจะทรงพระดำเนินต่อไป แต่พระองค์กลับทรงหยุดและตรัสถาม
“มาทำอะไรอยู่ที่นี่...”
ตอนนั้นรู้สึกตะลึงงัน ทำอะไรไม่ถูก ก่อนรวบรวมสติตอบคำถามพระองค์ท่าน เมื่อมาย้อนคิดจึงคาดว่า พระองค์ท่านอาจจะรู้จักตนมาก่อน เนื่องจากเป็นคนชอบเขียนหนังสือ เป็นนักเขียนตั้งแต่เรียนที่มหาวิทยาลัย และตอนนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง เคยไปออกรายการทีวีหรือวิทยุมาบ้าง พระองค์ท่านคงจะทราบเนื่องจากพระองค์ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นอกจากนี้ ยังทอดพระเนตรรายการโทรทัศน์เป็นประจำ เรื่องราวในบ้านเมืองไม่เคยรอดสายพระเนตรพระองค์ท่านไปได้
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณร่วมโต๊ะเสวย แต่กลับกระทำเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิต
ในช่วงปลายสัปดาห์นั้นเอง พ.ต.อ.วสิษฐ (ยศขณะนั้น) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง และวันนั้นเป็นวันที่นายตำรวจนายนี้จำไม่มีวันลืม...!
บ่อยครั้ง...พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะพระราชทานจัดเลี้ยง แก่ข้าราชการ พ่อค้า หรือประชาชน และพระองค์ทรงเชิญคณะตำรวจพลร่ม จากค่ายนเรศวร มาด้วย และเขาก็เป็นหนึ่งในคณะ

บรรยากาศในวันนั้น ตำรวจสันติบาลนาม วสิษฐ เดชกุญชร ย้อนระลึกถึงว่า เมื่อผมเข้าไปถึงวังไกลกังวล บริเวณสถานที่จัดเลี้ยง พบว่าภายในมีอาหารพระราชทานเลี้ยงในลักษณะบุฟเฟต์ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ท่านรับสั่งให้ผมร่วมนั่งโต๊ะเสวยด้วย โดยโต๊ะเสวยนั้นเป็นลักษณะโต๊ะยาว นั่งกันได้ 8 ท่าน โดยมีผู้ร่วมโต๊ะ 6 คน กับอีก 2 พระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยกระผมได้นั่งด้านขวาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เหลือจะมีผู้ว่าราชการประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
“ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ด้วยความตั้งอกตั้งใจและระมัดระวังเรื่องมารยาทมากจนเกินไป ระหว่างที่เฉือนไก่ในจาน...ไก่ในจานของผมก็หลุดออก เกือบเข้าไปในจานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตอนนั้นผมรู้สึกช็อก...อาย...แทบจะแทรกแผ่นดินหนี ในหัวสมองคิดว่าถ้าลุกหนีออกจากโต๊ะได้ก็คงลุกหนี แต่สมเด็จฯ ท่านทรงพระกรุณามาก พระองค์ท่านไม่ได้ทรงแสดงกิริยาว่าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์ท่านยังตรัสถามถึงเรื่องส่วนตัว จากนั้นจึงแข็งใจเอื้อมมือหยิบไก่ที่หล่นออกจากจานมาใส่ไว้อย่างเดิม” พล.ต.อ.วสิษฐ ฉายภาพความทรงจำในวันนั้น และยอมรับว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตของชายวัย 84 ปีแล้ว
“นายตำรวจราชสำนักเวร” ตำแหน่งแรกที่ได้เข้ารับใช้เบื้องพระยุคลบาท
พล.ต.อ.วสิษฐ เล่าว่า ในเวลาต่อมา ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ให้กระผมตามเสด็จไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วย ทั้งที่ยังไม่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับในวังเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 กระทั่ง ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ พระองค์ท่านมีพระราชกระแสรับสั่งให้กระผมตามเสด็จด้วย ต่อมามีคำสั่งแต่งตั้งเป็น "นายตำรวจราชสำนักเวร" โดยแท้จริงยังคงทำหน้าที่ตำรวจสันติบาล นอกจากนี้ ก็ยังเป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ด้วย หากมีเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจก็จะตามเสด็จ กระทั่ง 3 ปีต่อมาก็คือ ปี พ.ศ. 2513 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "นายตำรวจราชสำนักประจำ" มีหน้าที่ถวายอารักขา ประจำอยู่ในวัง และตามเสด็จพระองค์ท่านทุกหนทุกแห่งที่เสด็จพระราชดำเนิน 10 กว่าปี

อดีตนายตำรวจราชสำนักประจำ เล่าต่อว่า การเสด็จพระราชดำเนิน ไม่ว่าจะเดินทางไปที่แห่งใด ล้วนเสด็จพระราชดำเนินด้วยความยากลำบากทั้งสิ้น โดยอยากให้ลองนึกย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน ประเทศไทยยังไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน ทั้งพื้นที่ภูเขา หรือแม้แต่จะพื้นราบ ล้วนเป็นถิ่นทุรกันดาร แต่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทุกหนทุกแห่งเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร หลายพื้นที่โดยเฉพาะบนยอดเขายอดดอย ยังมีการปลูกฝิ่นกัน
“ถ้ามีถนนในหลวงท่านก็ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปเอง ถ้าหากไม่มีถนนก็ทรงจอดรถยนต์พระที่นั่งบริเวณที่ใกล้ที่สุด และทรงพระดำเนินขึ้นไป หรือประทับเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปหา ถามว่าที่ไหนลำบากสุด ผมตอบไม่ได้ เพราะทุกแห่งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบากทั้งสิ้น"
สมัยที่ตนตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ท่านทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงมาก หากมีเวลาพระองค์ท่านจะทรงออกกำลังพระวรกาย พวกเราเดินหรือวิ่งตามพระองค์ไม่ทัน ส่วนเวลาเสด็จพระราชดำเนินในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ท่านจะทรงอดทนเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะลำบากหรือเหนื่อยขนาดไหนพระองค์ไม่ทรงแสดงออกถึงความเหนื่อยล้าแม้แต่ครั้งเดียว
แม้ทรงพระประชวรยังทรงงานหนัก อดีตองครักษ์ผู้หาญกล้า ถวายฎีกา ตัดพ้อพ่อหลวง 
เรื่องที่จำไม่รู้ลืมอีกเรื่องของ นายตำรวจ และนักเขียนผู้นี้ คือ ช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวรอย่างหนัก แต่ยังไม่ทันหายทรงพระประชวรดี พระองค์ก็ยังทรงงาน กระทั่งองครักษ์นาม วสิษฐ อดรนทนไม่ได้ หาญกล้าถวายฎีกาตัดพ้อพระองค์
ในปี พ.ศ.2518 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระประชวรอย่างหนัก วันนั้นพระองค์ประทับอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ พระองค์ท่านทรงมีพระปรอท (ไข้) สูง โดยอุณหภูมิในพระวรกายไม่ลดลงนาน 1 สัปดาห์ คุณหมอวินิจฉัยว่า พระองค์ทรงพระประชวรด้วยโรค Scrub Typhus แปลตามตัวก็คือ “ไข้ป่า” โดยได้รับเชื้อโรคจากชาวเขา โดยมีพาหะนำโรคคือ หมัด ถูกหมัดกัด โดยพระองค์มีพระปรอทสูงมาก ขนาดหมอผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ทำการรักษาพระองค์เดินร้องไห้ออกมา พวกเราจึงวิตกกังวลอย่างมาก ตอนนั้น เราทำอะไรก็ได้เพื่อให้พระองค์หายจากอาการพระประชวร จึงแยกย้ายกันไปตามวัดเพื่อทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล
กระทั่งในหลวงของเรามีพระอาการทุเลาลง คุณหมอถวายคำแนะนำให้ในหลวงทรงงดพระราชกรณียกิจ 30 วัน พระองค์ท่านก็ไม่เสด็จฯ ไปไหน พวกเราจึงเบาใจ เข้าใจว่าพระองค์ท่านทรงพักผ่อนพระวรกายเหมือนคนไข้อื่นๆ แต่ในขณะที่ผมพักอยู่ในเรือนพักราชองครักษ์นั้นเอง...
"ผมได้ยินพระสุรเสียงทางวิทยุ พระองค์ท่านรับสั่งทางวิทยุ ตรัสกับตำรวจตระเวนชายแดน ที่ค่ายดารารัศมี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ท่านมีรับสั่งเกี่ยวกับ เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจที่หายไป เมื่อผมได้ยิน ยังไม่ทันจับใจความว่าพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเรื่องใด ตอนแรกรู้สึกตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้ยินพระสุรเสียงในหลวง รัชกาลที่ 9 หลายวัน แต่ต่อมาก็รู้สึกขัดใจ ตอนนั้นจะเรียกว่าโกรธพระองค์ก็ได้ คิดว่าพระองค์ท่านไม่ทรงพักผ่อนพระวรกาย จากนั้นจึงนั่งลงเขียนจดหมาย หรือฎีกา" 

และเพื่อให้ข้อความไม่ตกหล่น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงได้คัดลอกข้อความส่วนนี้จากหนังสือ “รอยพระยุคลบาท บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” มาให้ได้อ่านกันตั้งแต่บรรทัดนี้...
จากนั้น ได้ฝากจดหมาย หรือฎีกา ให้กับผู้ใหญ่ในพระราชสำนักผู้หนึ่ง ให้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ ซึ่งผมไม่ได้หวังว่าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระปฏิกิริยาอย่างใด เพราะฉะนั้นวันรุ่งขึ้น ทูลกระหม่อมน้อย (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ทรงเชิญบันทึกพระราชกระแสตอบจดหมายหรือฎีกาที่ผมถวายขึ้นไปมาพระราชทานให้ผม ผมจึงตกใจแทบสิ้นสติ
บันทึกพระราชกระแสนั้นใช้ตัวพิมพ์ดีด มีความยาวประมาณหนึ่งหน้ากระดาษ ท้ายบันทึกพระราชกระแสลงนาม “สิรินธร”
ผมจำไม่ได้ทั้งหมดว่าได้กราบบังคมทูลอะไรไปบ้างในจดหมาย หรือ ฎีกา ทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัวขึ้นไป แต่บันทึกพระราชกระแสนั้น ตอบจดหมายหรือฎีกา ที่ผมทูลเกล้าถวายฯ เป็นข้อๆ
ข้อแรกนั้น ผมเข้าใจว่าคงจะทรงตอบที่ผมกราบบังคมทูลตัดพ้อไปว่าลุกขึ้นมารับสั่งทางวิทยุ และผมกราบบังคมทูลขอให้พระราชทานเป็นพระราชหัตถเลขาแทน ทรงตอบว่า
“1. ถ้าเป็นพระราชหัตถเลขา เขียนหยุกหยิก เมื่อยมือ ยิ่งช้า จึงต้องพูด”
ส่วนผมรำพันไปในจดหมายว่า จะตายแทนพระเจ้าอยู่หัว ได้นั้น มีพระราชกระแสว่า
"2. ก.จะตายแทน? ใครจะตาย? เราเหนียวเราไม่ตาย ถ้าเราไม่ตาย เราก็ต้องการใช้ จะไปหาความสุขส่วนตัวอุปสมบทไม่ได้" 
“ข. ถ้าเราตาย อนุญาตให้บวชหน้าไฟ ถวายพระราชกุศล (แต่เราไม่ตาย)”
“3. ถ้าให้ทำอะไรก็ต้องมีคำสั่ง ให้ทำตามคำสั่งไม่อย่างนั้นสะตึ จะทำอะไรคนเดียวไม่ได้ ต้องทำเป็น team work (ทำมานานแล้ว)”
“4. เคยบอกไว้ว่างานประจำต้องทำอยู่แล้ว ถึงไม่บอกให้ทำก็ต้องทำ ไม่ต้องสั่งซ้ำอีก จะประชวรหรือไม่ก็ต้องทำตามนโยบายที่สั่งไว้แต่ต้น ห้ามทรยศและห้ามโง่ด้วย”
“5. เห็นด้วยว่าทุกคนต้องเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวโดยแท้ โดยบริสุทธิ์ใจ ประเทศชาติก็รอด (ห้ามมีอคติ)”
ข้อสุดท้ายเข้าใจว่าเป็นพระราชวิจารณ์ที่ทรงมีต่อจดหมายหรือฎีกาที่ผมทูลเกล้าฯ ถวายไป เพราะมีข้อความดังนี้
“6. แบบฟอร์ม very เชย”
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วสิษฐ ได้เล่าถึงส่วนนี้ กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า พระองค์ท่านไม่ได้ทรงดื้อหมอ เพียงแต่ได้ฟังวิทยุ แล้วก็ช่วยเหลือตามกำลัง ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยแต่ประการใด...ส่วนสาเหตุที่ลุกขึ้นตรัสกับตำรวจเพราะว่า เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจหายไป ระหว่างบินอยู่ที่ แม่ฮ่องสอน แต่บังเอิญ พระองค์ท่านพำนักที่สูงกว่า พระองค์ท่านทรงได้ยินเสียงวิทยุ เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว ตอบว่าได้จอดอยู่ที่ แม่ฮ่องสอน ซึ่งสถานีกับเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าว ติดต่อกันไม่ได้โดยตรง พระองค์ท่านจึงตรัสให้ข่าวเท่านั้นเอง ทั้งนี้ พระเจ้าอยู่หัวทรงฟังวิทยุทางราชการทุกข่าย พระองค์ท่านจึงทรงทราบตลอดเวลาว่ามีอะไรเกิดขึ้นในบ้านเมือง”
ความประทับใจ พ่อหลวงผู้ใกล้ชิดปวงราษฎร ดั่งญาติกา
ในฐานะผู้ที่ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทเป็นเวลานาน พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า ย่อมเป็นธรรมดา คนที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดจะสังเกตเห็นการปฏิบัติพระองค์ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 สิ่งที่ประทับใจที่สุด คือ "ความใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าอยู่หัวและประชาชน" ผมไม่เคยนึกว่า "พระเจ้าแผ่นดิน" จะทอดพระองค์ลงไปใกล้ชิดกับประชาชนประหนึ่งว่าเป็นญาติพี่น้องเติบโตมาด้วยกันถึงขนาดนั้น แต่พระองค์ท่านทรงไม่ถือพระองค์ ทรงซักไซ้ถามทุกข์สุขของเขา ไม่ใช่เรื่องตามธรรมเนียม แต่เป็นพระราชประสงค์จริงๆ ที่อยากจะทรงทราบว่าประชาชนอยู่ดีมีสุขอย่างใดหรือไม่ หากมีปัญหา คือเรื่องอะไร
"เราก็คงจะทราบกันดีว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยปัญหาใหญ่อยู่ 2 เรื่อง คือ ดิน และน้ำ เพราะทรงเห็นว่าคนไทยเป็นเกษตรกรเกือบทั้งประเทศ เวลาจะประกอบอาชีพจึงต้องอาศัยปัจจัยใน 2 อย่างนี้ ฉะนั้น พระองค์ท่านจึงทรงศึกษาใน 2 เรื่องนี้ จนต่างประเทศให้การยอมรับในตัวพระองค์ท่านว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญ พระองค์ท่านไม่เพียงแต่ทรงศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างเดียว แต่พระองค์ท่านทรงยังหาวิธีให้ดินและน้ำเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้าน บางครั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ หรือบางครั้งก็แนะนำแก่รัฐบาล ด้วยเหตุนี้ คนไทยที่ยึดอาชีพเกษตรกรรมจึงได้รับประโยชน์จากพระบารมี และพระปรีชาสามารถของในหลวงของเราอย่างมหาศาล"
“ธรรมอันสูงส่ง” สิ่งที่ผู้ถวายงานได้รับจาก ในหลวง รัชกาลที่ 9

ตลอดระยะเวลาการตามเสด็จ ได้อะไรจาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 พล.ต.อ.วสิษฐ ตอบว่า ได้ธรรมะที่มีค่าที่สุด การที่ได้เข้าไปอยู่ในวัง ทำให้ทราบว่าในหลวงของเราทรงปฏิบัติธรรม เราทุกคนคงจำได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวชเพียงครั้งเดียว เป็นเวลา 10 วัน ที่วัดบวรนิเวศฯ เมื่อปี พ.ศ.2499 แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ หลังจากที่พระองค์ทรงพระผนวช พระองค์ทรงไม่เคยทิ้งศาสนาพุทธเลย ท่านทรงศึกษาด้วยพระองค์เองและทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การทำสมาธิของพระองค์ พูดได้ว่าดีกว่าพระหลายๆ รูป
ในเมื่อรู้ว่าพระองค์ท่านทรงปฏิบัติ เราก็ต้องปฏิบัติตาม เมื่อปฏิบัติสมาธิไม่ถูกต้อง พระองค์ก็ทรงแนะนำ ตัวผมเลิกดื่มสุรา และเริ่มถือศีล จากในรั้ววัง ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ผมได้ปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท นอกจากนี้ หากมีโอกาสยังสอนวิธีทำสมาธิให้กับผู้สนใจด้วย หากไม่ใช่เพราะในหลวง รัชกาลที่ 9 ชีวิตผมคงทำแบบนี้ไม่ได้ และคงจะไม่เป็นที่เป็นทางกลายเป็นที่นับถือของผู้คนยังทุกวันนี้


โหวตข่าวนี้


ที่มา:siamdrama

Powered by Blogger.